กระวาน

กระวาน สรรพคุณและประโยชน์ของกระวานไทย 37 ข้อ !

มกราคม 14, 2019 Sharee 0

กระวาน Amomum verum Blackw. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

กระวาน สมุนไพรกระวาน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปล้าก้อ (ปัตตานี), กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก), มะอี้ (ภาคเหนือ), ข่าโคก ข่าโค่ม หมากเนิ้ง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กระวานไทย, กระวานดำ, กระวานแดง, กระวานจันทร์, กระวานโพธิสัตว์ เป็นต้น

สรรพคุณของกระวาน
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ผลแก่, ใบ, เปลือก, เมล็ด)[1],[2]
ช่วยแก้ธาตุพิการ (เมล็ด)[1],[2] แก้ธาตุไม่ปกติ (ผลแก่)[2]
ช่วยบำรุงกำลัง (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผลแก่)[1],[2] แก้อาการเบื่ออาหาร (ผลแก่)[2]
ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย (กระพี้)[1]
ช่วยขับโลหิต (ผลแก่)[1],[2] ช่วยฟอกโลหิต แก้โลหิตเน่าเสีย (ราก)[1] ช่วยรักษาโรคโลหิตเป็นพิษ (แก่น)[1]
ช่วยแก้เสมหะให้ปิดธาตุ (ราก)[1] แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยขับเสมหะ (ใบ, เปลือก, เมล็ด)[1],[2]
แก้อาการสะอึก (ผลแก่)[2]
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (ผลแก่)[2]

กระวาน
ช่วยแก้ลม (ผล, ใบ, ราก)[1]
ช่วยแก้ลมในอกให้ปิดธาตุ (ผลแก่)[1],[2]
ช่วยแก้ลมสันนิบาต สันนิบาตลูกนก (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยแก้พิษร้าย (แก่น)[1]
ช่วยแก้อาการผอมเหลือง (เปลือก)[1]
ช่วยรักษาโรครำมะนาด (ผลแก่, ใบ, ราก)[1],[2]
ช่วยแก้ไข้ (เปลือก)[1]
ช่วยแก้ไข้เพื่อลม (ใบ)[1]
ช่วยแก้ไข้อันเป็นอชินโรคและอชินธาตุ (เปลือก)[1]
ช่วยแก้ไข้อันง่วงเหงา (ใบ, เปลือก)[1]
แก้ไข้เซื่องซึม (ใบ)[1]
ช่วยแก้อาการปวดท้อง (เมล็ด)[2]
แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วยแก้ว และนำมาใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
แก้ลมในลำไส้ (ผลแก่)[2] ช่วยขับผายลมในลำไส้ (เมล็ด, ใบ)[1],[2] มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) ด้วยการใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา แล้วต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วยแก้ว และนำมาใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว (ผลแก่)[1],[2]
ผลกระวานใช้ผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย เช่น มะขามแขก เพื่อใช้บรรเทาอาการไซ้ท้องหรืออาการคลื่นไส้อาเจียน (ผลแก่[1], เมล็ด[2])
ช่วยแก้อุจจาระพิการ (เมล็ด)[1],[2]
ช่วยแก้อัมพาต (ผลแก่)[2]
ช่วยขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง (หัวและหน่อ)[1]
ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (กระพี้, เปลือก)[1]
ผลแก่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม ประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9% มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (ผลแก่)[1]
ใช้เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาไทย ได้แก่ ตำรับยา “พิกัดตรีธาตุ” ซึ่งประกอบไปด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้ลม แก้เสมหะ และยังจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดตรีทุราวสา” อันประกอบไปด้วย ผลกระวาน ผลราชดัด ผลโหระพาเทศ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลม แก้เสมหะ แก้พิษตานซาง และช่วยบำรุงน้ำดี[2]

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

 …

มะขามแขก

มะขามแขก สรรพคุณและประโยชน์ของมะขามแขก 16 ข้อ !

มกราคม 11, 2019 Sharee 0

มะขามแขก  Alexandria senna, Alexandrian senna, Indian senna, Tinnevelly senna

มะขามแขก Senna alexandrina Mill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia angustifolia M.Vahl, Cassia angustifolia Vahl) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

จัดเป็นไม้พุ่ม มีความสูงของต้นประมาณ 0.5-1.5 เมตร เป็นพืชทนแร้ง ไม่ชอบที่น้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้รากเน่า สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ลักษณะร่อน มีความอุดมสมบูรณ์ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและการใช้ต้นกล้า

ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยเป็นรูปวงรีและใบรูปหอก ใบแห้งมีสีเขียวอมน้ำตาล ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบแหลม โคนใบทั้งสองมีขนาดไม่สมมาตรกัน และมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นเหม็นเขียว มีรสเปรี้ยว หวานชุ่ม

มีสรรพคุณสมุนไพรนี้ที่โดดเด่นในเรื่องของการใช้เป็นยาถ่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีกำลังน้อย เด็ก คนที่เป็นริดสีดวง หรือผู้ที่มีปัญหาท้องผูกอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ให้ถ่ายท้องได้ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ส่วนของใบแห้งและฝักแห้งที่มีอายุในช่วง 1 เดือนครึ่ง (หรือช่วงก่อนออกดอก) แต่ควรใช้เป็นครั้งคราวเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

มะขามแขก

สรรพคุณของมะขามแขก
ใบและฝักมะขามแขกใช้ปรุงเป็นยาถ่าย ยาระบายได้ดี และช่วยแก้อาการท้องผูกได้ โดยให้นำใบมะขามแขกประมาณ 2 หยิบมือ (ประมาณ 2 กรัม) หรือจะใช้ฝักประมาณ 10-15 ฝัก นำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้วประมาณ 4 นาที และใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อช่วยกลบรสเฝื่อน แล้วใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว หรืออีกวิธีจะใช้วิธีการบดใบแห้งให้เป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มก็ได้ สำหรับบางรายที่ดื่มแล้วเกิดอาการไซ้ท้อง หรืออาการปวดมวนท้อง (ใบจะออกฤทธิ์ไซ้ท้องมากกว่าฝัก) ให้แก้ไขด้วยการนำมาต้มรวมกับยาขับลมปริมาณเพียงเล็กน้อย เช่น กานพลู ขิง อบเชย กระวาน เพื่อช่วยบรรเทาอาการไซ้ท้องและเพื่อแต่งรสให้ดีขึ้น (ใบ, ฝัก)
ใบมะขามแขกช่วยทำให้อาเจียน (ใบ)
ช่วยถ่ายพิษไข้ (ใบ, ฝัก)ลักษณะมะขามแขก
ช่วยถ่ายพิษเสมหะ (ใบ)
ช่วยแก้อาการสะอึก (ใบ)
ช่วยขับลมในลำไส้ (ใบ, ฝัก)
ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ (ใบ)
ช่วยถ่ายพิษอุจจาระเป็นมูก (ใบ)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ใบ, ฝัก)
ใบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (ใบ)
ช่วยถ่ายโรคบุรุษ (ใบ)
ช่วยถ่ายน้ำเหลือง (ใบ)
ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ใบ)
มีรายงานว่าได้มีการใช้มะขามแขกในคนไข้หลังผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมาก และพบว่ามะขามแขกช่วยทำให้ถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะอันพึงประสงค์ได้ดีกว่าการใช้ Milk Of Magnesia (MOM) นอกจากนี้แคลเซียมเซนโนไซต์ ยังช่วยทำให้ผู้ป่วยสูงอายุหลังการผ่าตัดสามารถขับถ่ายอุจจาระได้คล่องยิ่งขึ้น
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมะขามแขก ช่วยในการขับถ่ายอุจจาระ ต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ และต้านเชื้อแบคทีเรีย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/…

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว สรรพคุณและประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว 47 ข้อ

มกราคม 7, 2019 Sharee 0

กระเจี๊ยบเขียว Okra, Lady’s finger, Gombo, Gumbo, Bendee, Quimbamto แต่ในอินเดียจะเรียกกระเจี๊ยบเขียวว่า บินดี (Bhindi) ส่วนประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเรียกว่า บามี (Bamies)

กระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาครและกาญจนบุรี

ฝักกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่มาก จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ โดยช่วยรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่ กระเจี๊ยบเขียวจึงเป็นผักที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ผล)
ใช้เป็นยาบำรุงสมอง (ผล)
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต รักษาความดันให้เป็นปกติ (ผล)
ผลช่วยแก้อาการหวัด รักษาหวัด (ผล)
ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน (ผล)

กระเจี๊ยบเขียว
ใบช่วยขับเหงื่อ (ใบ)
ใบกระเจี๊ยบช่วยแก้โรคปากนกกระจอก (ใบ)
เส้นใยของกระเจี๊ยบยังช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงที่น้ำดี ซึ่งจะช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้ คล้ายกับการกินยาลดไขมันและคอเลสเตอรอล (สแตติน) (ผล)
ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายและช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเส้นใยของกระเจี๊ยบเป็นตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ โดยการจับกับน้ำดี ซึ่งมักจับสารพิษที่ร่างกายต้องการขับถ่ายที่ถูกส่งมาจากตับ และสารเมือกในฝักยังช่วยจับสารพิษเหล่านี้ ซึ่งการจับกับน้ำดีนี้จะเกิดในลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้ (ผล)
ผักกระเจี๊ยบเขียว สรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ผล)
การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย จึงช่วยในการขับถ่าย ทำให้ถ่ายอุจจาระได้คล่อง ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และช่วยในการทำงานของระบบดูดซีมสารอาหาร ช่วยสนับสนุนการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (โพรไบโอติกแบคทีเรีย) ช่วยลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ผล)
ในฝักกระเจี๊ยบเขียวจะมีสารที่เป็นเมือกจำพวกเพกทิน (Pectin) และกัม (Gum) ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของแผลได้เป็นอย่างดี (ได้ผลดีเท่า ๆ กับยา Misoprotol) และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ (ผล)
เมือกลื่นในฝักกระเจี๊ยบ ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะไม่เกิดการระคายเคือง ช่วยทำให้อาหารถูกย่อยในลำไส้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น (ผล)
ช่วยแก้บิด ด้วยการใช้ผลแก่นำมาบดเป็นผงใช้ผสมกับน้ำดื่มแก้อาการ (ผล)
ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องของโรคกระเพาะ หรือในผู้ป่วยที่เยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ (ผล)
ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนกลับ ด้วยการนำฝักกระเจี๊ยบมาต้มในน้ำเกลือแล้วใช้กินแก้อาการ (ผล)
ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด (สาเหตุมาจากการได้รับตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อดิบ เช่น หมู เป็ด ไก่ กบ กุ้ง เนื้อปลา เป็นต้น) ด้วยการรับประทานฝักกระเจี๊ยบติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน แต่สำหรับบางรายต้องรับประทานเป็นเดือนจึงจะหาย (ผล)
ช่วยแก้อาการขัดเบา (ในอินเดีย) (ผล)
ในตำรายาแผนโบราณของจีน มีการนำราก เมล็ด และดอกกระเจี๊ยบ สรรพคุณใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ส่วนในประเทศอินเดียนั้นจะใช้ฝักนำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะเมื่อมีอาการกระเพาะปัสสาวะและทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือเมื่อปัสสาวะขัด (ผล, ราก, เมล็ด, ดอก)
ในอินเดียใช้ผลกระเจี๊ยบเป็นยารักษาโรคหนองใน (ผล)
รากนำมาต้มน้ำเพื่อใช้รักษาโรคซิฟิลิส (Syphilis) (ราก)
การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำสามารถช่วยบำรุงตับได้ (ผล)
ดอกกระเจี๊ยบสามารถนำมาตำใช้พอกรักษาฝีได้ (ดอก)
ในเนปาลนำน้ำคั้นจากรากมาใช้เพื่อล้างแผลและแผลพุพอง (ราก)
ยางจากผลสดใช้เป็นยารักษาแผลสดเมื่อถูกของมีคมบาด หรือใช้ยางกระเจี๊ยบทาแผล จะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น และไม่ทำให้เกิดแผลเป็น (ยางจากผล)
ในอินเดียมีการใช้เมล็ดนำมาบดผสมกับนม ใช้ทาผิวหนังเพื่อแก้อาการคัน (เมล็ด)
ใบกระเจี๊ยบใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น นำมาประคบเพื่อลดอาการอักเสบปวดบวมได้ และช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แตกแห้ง (ใบ)
ใช้เป็นยาบำรุงข้อกระดูก โดยมีการเล่ากันว่าชาวชุมชนมุสลิมทางภาคใต้สมัยก่อน จะนิยมกินผักที่เป็นเมือก เช่น ผักกูด และกระเจี๊ยบเขียว เพื่อช่วยเพิ่มไขมันหรือเมือกให้ข้อกระดูก โดยเชื่อว่าจะทำให้หัวเข่าหรือข้อต่อกระดูกมีน้ำเมือกมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการบาดเจ็บและช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น เสมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยง (ผล)
ผลกระเจี๊ยบมีเมือกลื่นที่ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แห้งแตก บางคนจึงนิยมนำผลอ่อนมาพอกผิวเมื่อมีอาการแสบร้อน (ผล)
การรับประทานกระเจี๊ยบเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีโฟเลตสูง โดยฝักแห้ง 40 ฝักจะเทียบเท่ากับปริมาณที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน (ผล)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

 …

ผักชี

ผักชี สรรพคุณ และ ประโยชน์ของ สมุนไพร ผักชี 37 ข้อ

ธันวาคม 28, 2018 Sharee 0

ผักชี การรับประทานผักชีควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

ผักชี หากรับประทานมากจนเกินไปอาจจะทำให้มีกลิ่นตัวแรง มีอาการตาลาย ลืมง่ายได้

มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ๆ ในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม และกรุงเทพมหานคร ถ้าเป็นต่างประเทศจะเพาะปลูกในแถบทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศอินเดีย เป็นพืชผักที่สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงที่เหมาะที่สุดคือฤดูหนาว เพราะจะทำให้ผักชีโตเร็วมาก

ผักชีไทย เป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในการนำมาใช้ประกอบอาหารต่าง ๆ เพื่อทำให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แถมยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายประการอีกด้วย และด้วยสีเขียวสดของผักชีและรูปร่างของใบที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ผักชีไทยจึงเป็นที่นิยมในการนำมาทำเป็นผักแต่งจานอาหารให้น่ารับประทานอีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ผักชีโรยหน้า” ซึ่งมีความหมายว่า ทำอะไรให้ดูดีแค่ภายนอกหรือการทำความดีอย่างผิวเผิน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง !

ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
ช่วยให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผงรับประทานหรือนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล, ใบ)
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ)
ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ใบ)
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ใบ)
ช่วยกระตุ้นการทำงานของเลือดพลาสมาและกล้ามเนื้อ (ใบ)
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง (ใบ)
ช่วยขับเหงื่อ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือจะคั้นเอาเฉพาะน้ำมาดื่มแก้อาการก็ได้ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยกระทุ้งพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง (ราก)
ช่วยแก้อาการหวัด (ใบ)
ช่วยแก้ไอ (ใบ)
ช่วยละลายเสมหะ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือจะคั้นเอาเฉพาะน้ำมาดื่มแก้อาการก็ได้ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการสะอึก (ใบ)
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (ใบ)
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (ใบ)

ผักชี
ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษ (ใบ)
ใช้แก้อาการปวดฟัน เจ็บปาก ด้วยการใช้ผลนำมาต้มน้ำ แล้วนำมาอมบ้วนปากบ่อย ๆ (ผล)
ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผงรับประทานหรือนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล)
ผลแก่ใช้เป็นเครื่องเทศ มีกลิ่นหอม เมื่อใช้ผสมกับตัวยาอื่น จะช่วยกระตุ้นต่อมในกระเพาะอาหารและลำไส้ เพิ่มน้ำดีให้มากขึ้น (ผลแก่)
ช่วยรักษาอาการปวดท้อง (ผล)
ช่วยแก้อาการบิด ถ่ายเป็นเลือด ด้วยการใช้ผลประมาณ 1 ถ้วยชา นำมาตำผสมกับน้ำตาลทรายแล้วนำมาผสมน้ำดื่ม (ผล)
ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ผลประมาณ 2 ช้อนชานำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล)
ช่วยย่อยอาหาร (ผล, ใบ)
ช่วยขับลมในกระเพาะ (ใบ)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออก ด้วยการใช้ผลสดนำมาบดให้แตกผสมกับเหล้า ดื่มวันละ 5 ครั้ง หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาใส่นม 2 แก้วผสมน้ำตาลดื่ม (ผล, ต้นสด)
ช่วยแก้พิษตานซาง (ใบ)
ช่วยแก้ตับอักเสบ (ใบ)
ช่วยขับลมพิษ (ใบ)
ช่วยแก้โรคหัด (ใบ)
ใช้รักษาเหือด หิด อีสุกอีใส (ราก)
ช่วยต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และไข่ของแมลง (ใบ)
ช่วยแก้เด็กเป็นผื่นแดง ไฟลามทุ่ง ด้วยการใช้ต้นสด นำมาหั่นเป็นฝอย ๆ ใส่ลงไปในเหล้าแล้วต้มให้เดือด นำมาใช้ทา (ต้นสด)
ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น โดยใช้ต้นสดนำมาหั่นเป็นฝอย ๆ ใส่ลงไปในเหล้า ต้มให้เดือด นำมาใช้ทา (ต้นสด)
ช่วยลดอาการปวดบวมตามข้อ (ใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/…

ลำไย

ลำไย ยาสมุนไพร สมุนไพรมหัศจรรย์แก้อาการ “ปวดเข่า”

ธันวาคม 24, 2018 Sharee 0

ลำไย อาการปวดเข่ามักเกิดขึ้นกับคนที่กระดูกไม่แข็งแรง สูงอายุ หรืออาจจะมีน้ำหนักตัวมาก

ลำไย  (หรือที่เรียกว่าอ้วนนั่นแหละ) ใครที่ปวดเข่าคงทราบดีว่าทรมาน และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถ้าเราจะบอกว่ามีสมุนไพรมหัศจรรย์ 3 ชนิด ที่จะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ คุณจะลองไหม? ถ้าอยากรู้ว่าเป็นผลไม้อะไร ตาม Sanook! Health มาเลยค่ะ

สิ่งที่ดีงามของลำไยที่จะช่วยแก้ปวดเข่า คือ เมล็ดค่ะ นำเมล็ดลำไยสดมาประมาณ 20 เมล็ด มาทุบให้แตก แล้วนำไปแช่ในเหล้า 40 ดีกรีให้ท่วม (1 ขวด) ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็นำเฉพาะน้ำมาทาบริเวณหัวเข่า หรือบริเวณที่ปวด วันละ 1-2 ครั้ง

ลำไย

ประโยชน์ของลำไย
ลำไยนอกจากจะเป็นผลไม้ยอดนิยมที่มีรสชาติดีแล้ว ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลไม้ในบ้านเราที่อุดมไปด้วยประโยชน์หลายต่อหลายชนิด โดยประโยชน์ของลำไยก็มีดังนี้

1.บำรุงสมองและระบบประสาท

หลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ลำไยสามารถช่วยบำรุงระบบการทำงานของสมองได้ เช่น ทำให้ความจำดี เสริมสร้างสติปัญญา กระตุ้นการไหลเวียนของออกซิเจนไปสู่สมอง และทำให้สมองไหลลื่นเมื่อคิดใช้ความคิด เนื่องจากลำไยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม โดยสามารถเสริมสร้างระบบการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ

2.ผิวพรรณดีขึ้น

ลำไยมีสรรพคุณในการดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดีขึ้น เพราะลำไยประกอบไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารชนิดนี้มีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ แน่นอนว่าจะช่วยบำรุงผิวพรรณจากภายในให้เปล่งปลั่งสดใส ผิวหนังมีความเต่งตึง แลดูกระชับ สุขภาพดีและห่างไกลจากริ้วรอยความแก่ได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่
ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

คลิก
Health checkup 02
3.ปลุกคืนความสดชื่น

การรับประทานลำไยจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีมีอาการอ่อนเพลียควรรับประทานลำไย เนื่องจากมีธาตุเหล็กและธาตุทองแดงที่ช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้อ่อนเพลีย ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น และเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง อีกทั้งยังประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก

4.บรรเทาอาการปวดต่างๆ ตามร่างกาย

ในลำไยอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณข้อ กระดูก หรือกล้ามเนื้อ และยังช่วยลดอาการข้ออักเสบได้

5.ช่วยให้กระกระดูกและฟันแข็งแรง

เนื่องจากลำใยอุดมไปด้วยวิตามินซีอย่างพอเหมาะ แม้ว่าจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน แต่กลับสามารถช่วยให้กระดูกและฟันของคุณแข็งแรงขึ้นได้

6.ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร

ใครที่มีอาการเบื่ออาหาร ลองหันมาทานลำไยดู เพราะลำไยอุดมไปด้วยวิตามินบีหลายชนิด ซึ่งมีส่วนช่วยให้เจริญอาหารและรับประทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น

7.ป้องกันมะเร็ง

การกินลำไย ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งร้ายได้เหมือนกัน เพราะในลำไยมีสารชนิดหนึ่งที่จะช่วยต้านสารก่อมะเร็งได้ พร้อมทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอีกด้วย ในคนที่เป็นมะเร็งระยะแรก จึงสามารถกินลำไยเพื่อชะลอการลุกลามของโรคได้ในระดับดับหนึ่ง

8.ลดความเครียด

ในคนที่มักจะมีความเครียดเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการทำงาน จากปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวัน หรืออื่นๆ ก็สามารถกินลำไยเพื่อแก้เครียดได้ นั่นก็เพราะลำไยมีวิตามินบี 12 ที่จะช่วยในการกระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งฮอร์โมนที่จะช่วยลดความเคร่งเครียดออกมามากขึ้น จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย พร้อมลดอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลียได้ดีนั่นเอง

9.ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ลำไย สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้ เพราะจะช่วยบำรุงและกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้ความจำดี และคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ โดยตามตำราจีนได้ระบุว่าให้นำลำไยมาต้มกับโสม แล้วเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างแน่นอน แถมยังดีต่อสุขภาพในอีกหลายด้านอีกด้วย

10.ทำเครื่องประดับ

สำหรับการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ จะใช้เนื้อไม้ของต้นลำไยตรงส่วนที่เป็นสีแดง เพราะสามารถนำมาทำเครื่องประดับได้อย่างสวยงาม และดูดีมาก

ไอเดียการกินลำไยเพื่อสุขภาพ
ลำไยนอกจากจะได้รับความนิยมในการรับประทานกันสดๆ แล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นเมนูต่างๆ ได้หลากหลาย ซึ่งเมนูจากลำไยจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.honestdocs.co/

อัญชัน

อัญชัน สมุนไพร ริมรั้ว…ตู้ยาธรรมชาตินั้นมีประโยชน์มากมาย

ธันวาคม 14, 2018 Sharee 0

อัญชัน ขึ้นชื่อว่า “สมุนไพร“ นั้นมีประโยชน์มากมาย นอกจากจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว

อัญชัน ยังสามารถปลูกประดับรั้วบ้านให้บรรยากาศแบบไทยๆ อีกทั้งช่วยสร้างความสดชื่นและร่มเงาในสวน ได้อีกด้วย

อัญชันเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น ใช้ยอดเลื้อยพัน ลำต้นมีขนปกคลุม ดอกสีขาว ฟ้า และม่วง ดอกออกเดี่ยว ๆ รูปทรงคล้ายฝาหอยเชลล์ ปลายเว้าเป็นแอ่ง ตรงกลางมีสีเหลือง ออกดอกเกือบตลอดปี

มีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น เช่น ไปเลี้ยงบริเวณรากผม ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ เงางาม หรือไปเลี้ยงบริเวณดวงตาจึงช่วยบำรุงสายตาไปด้วยในตัว หรือไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วมือ ซึ่งก็จะช่วยแก้อาการเหน็บชาได้ด้วย

อีกทั้งช่วย ลดความเสี่ยง ของการเกิดเส้นเลือด อุดตันได้ และเนื่องจากดอกอัญชันนั้นมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด สำหรับผู้มีเลือดจางห้ามรับประทานดอกอัญชันเด็ดขาด หรืออาหารเครื่องดื่มที่ย้อมสีด้วยอัญชันก็ไม่ควรรับประทานบ่อย ๆ

น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
เครื่องดื่มน้ำอัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย
มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย
ชดอกชมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด
ดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด
ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ
ช่วยรักษาอาการผมร่วง (ดอก)
อัญชันทาคิ้ว ทาหัว ใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกขนช่วยให้ดกดำเงางามยิ่งขึ้น (น้ำคั้นจากดอก)
ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

อัญชัน
ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
อัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ตาแฉะ (น้ำคั้นจากดอกสดและใบสด)
ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน (ดอก)
ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
นำรากไปถูกับน้ำฝน นำมาใช้หยอดตาและหู (ราก)
นำมาถูฟันแก้อาการปวดฟันและทำให้ฟันแข็งแรง (ราก)
ใช้เป็นยาระบาย แต่อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ (เมล็ด)
ใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก,ใบ)

แก้อาการปัสสาวะพิการ
ใช้แก้อาการฟกช้ำ (ดอก)
ช่วยป้องกันและแก้อาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า
นำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำอัญชันเพื่อใช้ดับกระหาย
ดอกอัญชันตากแห้งสามารถนำมาชงดื่มแทนน้ำชาได้เหมือนกัน
ดอกอัญชันนำมารับประทานเป็นผัก เช่น นำมาจิ้มน้ำพริกสด ๆ หรือนำมาชุบแป้งทอดก็ได้
น้ำดอกอัญชันนำมาใช้ทำเป็นสีผสมอาหารโดยให้สีม่วง เช่น ขนมดอกอัญชัน ข้าวดอกอัญชัน (ดอก)
ช่วยปลูกผมทำให้ผมดกดำขึ้น (ดอก)
ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง ครีมนวดผม ยาสระผม เป็นต้น
นิยมนำมาปลูกไว้ตามรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.baanlaesuan.com/

 …