No Image

ไม่ยากที่จะเอาชนะที่ สล็อตออนไลน์

กุมภาพันธ์ 4, 2019 Sharee 0

สล็อตออนไลน์

สล็อตออนไลน์ นั้นสนุกมากและมักจะทำกำไรได้เช่นกัน โปรเกรสซีแจ็คพ็อตนำเสนอผลตอบแทนที่เป็นไปได้สูงสุดสำหรับการเดิมพัน

สล็อตออนไลน์ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องโปรเกรสซีฟซึ่งการเดิมพันเหรียญสูงสุดเป็นกลยุทธ์ที่ดี แม้แต่สล็อตเพย์ไลน์เดียวที่ง่ายที่สุดก็มักจะมีตารางการจ่ายเงินที่ชอบเล่นเหรียญสูงสุด แม้ว่ามันจะไม่สำคัญเท่าไรที่จะเดิมพันเหรียญสูงสุดในช่องเหล่านี้โดยที่ไม่มีแจ็คพอตแบบโปรเกรสซีฟที่จะแพ้หากคุณต้องการเพิ่มผลตอบแทนของคุณให้มากที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งนี้จะพิสูจน์ให้คุณได้รับผลตอบแทนสูงสุด

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญที่ผู้เล่น สล็อตออนไลน์ ทำคือการเล่นเครื่อง “เย็น” ต่อไปในความเชื่อที่ผิดว่าการชนะครั้งใหญ่เป็นเพราะ แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ว่าเครื่องจักรทุกเครื่องจะต้องจ่ายเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะปั๊มเครื่องจักรที่ไม่จ่ายโดยเชื่อว่าการชนะครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ของการหมุนใด ๆ บนสล็อตขึ้นอยู่กับตัวสร้างหมายเลขสุ่มและตัวสร้างตัวเลขแบบสุ่มนี้ไม่คำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ดังนั้นอัตราการหมุนที่ชนะจะเหมือนกันไม่ว่าคุณจะชนะ 10 ครั้งก็ตาม หมุนเป็นแถวหรือ 1,000 รายการหายไป สล็อตออนไลน์ฟรีเครดิต2018

นี่คือแนวคิดที่นัก การพนันสล็อต หลายคนมีปัญหากับ – พวกเขามักจะพูดถึงกฎของค่าเฉลี่ย – บอกว่าหลังจาก 10 สปินที่เสียไปแล้วสปินที่ชนะจะต้องครบกำหนด อย่างไรก็ตามหากคุณเปรียบสิ่งนี้กับตัวอย่างของการโยนเหรียญคุณจะเห็นว่าตรรกะนี้บกพร่องอย่างไร หากคุณโยนเหรียญห้าครั้งและทุกครั้งที่มันตกลงบนหัว – ในการโยนครั้งที่หกนักพนันส่วนใหญ่จะวางเดิมพันว่าเหรียญจะลงบนก้อย (นอกเหนือจากคนฉลาดที่จะโต้แย้งว่า บนหัว!) อย่างไรก็ตามแม้จะมีสิ่งที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่อัตราการลงจอดของเหรียญบนหัวหรือก้อยยังคงอยู่ที่ 50/50 – สิ่งนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเล่นเครื่องที่ไม่จ่ายด้วยความหวังว่าการชนะจะได้รับเป็นวิธีที่แน่นอนในการสูญเสียเงินสล็อตออนไลน์ฟรีเครดิต 2018 ไทย

ดูบอลออนไลน์ truesport 6

ดูบอลออนไลน์ truesport 6 ดูบอลสด ดูบอลผ่านเน็ตฟรี ๆ ทุกลีกทั่วโลก

มกราคม 29, 2019 Sharee 0

ดูบอลออนไลน์ truesport 6

ดูบอลออนไลน์ truesport 6 ดูบอลสด ดูบอลผ่านเน็ตฟรีๆ ด้วยขั้นตอนง่ายๆเพียงแค่คลิ๊กที่ชื่อทีมที่ท่านต้องการรับชม

แล้วให้ท่านเลือกรับชมตามลิ้งค์ต่างๆที่ ดูบอลออนไลน์ truesport 6 แสดงได้เลย โดยลิ้งค์ดูบอลจะมาก่อนบอลเตะประมาณ 5 นาทีครับ

ดูบอล ทุกลีกทั่วโลก บอลล่าสุดจากทุกสนามทุกลีก ทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษบอลสด สตรีมมิ่งดูบอลสดทรู 6

มันส์เข้มข้นทุกลีกดัง ลาลีกา สเปน ไม่ว่าท่านจะดูเว็บเราผ่านทางคอมพิวเตอร์

ดูบอลออนไลน์ ทวิตเตอร์ ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเน็ตได้ฟรี ทุกลิ้งภาพคมชัดระดับ HD

ดูได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ รับชมบอลวันนี้ครบทุกลีกดังได้ตลอดทั้งวัน…

No Image

สมุนไพรช้าแป้น

สิงหาคม 21, 2019 Sharee 0

สมุนไพรชาแป้น

สมุนไพรช้าแป้น

ช้าแป้น ชื่อวิทยาศาสตร์ Callicarpa arborea Roxb. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

สมุนไพรช้าแป้น มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผ้า (เชียงใหม่), สักขี้ไก่ (ลำปาง), เตน (เลย), เสี้ยม (จันทบุรี), ทับแป้ง (สระบุรี), หูควายใหญ่ (ชุมพร), หูควายขาว (สุราษฎร์ธานี), หูควาย (ตรัง), กะตอกช้าง ตาโมงปะสี (ยะลา), ฝ้า ฝ้าขาว พ่าขาว หูควาย (ภาคเหนือ), ผ้า (ภาคกลาง), ผ้าลาย (ภาคใต้), กะตอกช้าง ตาโมงปะสี ขลุ่ย (กะเหรี่ยง เชียงใหม่), เปอควุย และทุ่ง (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน), ดือดะดาปู (มลายู นราธิวาส) เป็นต้น

หมายเหตุ : ต้นช้าแป้นที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นคนละชนิดกับต้นช้าแป้นที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum erianthum D. Don อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเรื่อง มะเขือดง            บาคาร่า

ลักษณะของช้าแป้น

ต้นช้าแป้น จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงได้ประมาณ 4-12 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างเป็นเหลี่ยมสี่มุม มีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเทา เปลือกต้นขรุขระมีรอยแตกเป็นร่อง ๆ ตามส่วนต่าง ๆ ที่ยังอ่อนจะมีขนสั้นสีเทาหรือสีเหลืองขึ้นปกคลุม เนื้อไม้เป็นสีขาว ค่อนข้างอ่อนและเบา ขัดให้เป็นเงาได้ง่าย ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม และเป็นผลในช่วงปลายฤดูฝน มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียตะวันออกถึงมาเลเซียและสุมาตรา พบขึ้นทั่วไปตามป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งบนเขา ที่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร

ใบช้าแป้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ลักษณะของใบเป็นรูปวงรี รูปวงรีแกมขอบขนาน หรือเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบหรือหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-30 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขน เส้นแขนงใบมีประมาณ 8-12 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร

ดอกช้าแป้น ออกดอกเป็นช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบ ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีม่วง กลีบดอกเป็นสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 4 กลีบ ขนาด 3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรองดอกปลายเกือบเป็นเส้นตรง ขนาดประมาณ 15 มิลลิเมตร

ผลช้าแป้น ผลเป็นผลสดขนาดเล็ก ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ผิวผลเรียบ ผลเป็นสีม่วง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของช้าแป้น
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้แก่นช้าแป้น ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกรวม 35 ชนิด แล้วนำมาฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูหรือสุกใส (แก่น)
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เปลือกต้นช้าแป้น นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง และนั่งแช่รักษาอัมพาตระยะที่เพิ่งเป็นใหม่ ๆ (เปลือกต้น)
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณตามคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรพื้นถิ่นว่าช้าแป้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้แสลงในอาหาร (พ่อหมอสนธิ พวงโพธิ์พันธุ์), แก้ปากเปื่อยและร้อนใน (พ่อหมอบุญนาค เทพชมพู) (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรจิกทะเล ต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม

สิงหาคม 18, 2019 Sharee 0

สมุนไพรจิกทะเล

สมุนไพรจิกทะเล

สมุนไพรจิกทะเล จิกทะเล ชื่อสามัญ Fish Poison Tree, Putat, Sea Poison Tree

จิกทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Barringtonia asiatica (L.) Kurz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Agasta asiatica (L.) Miers, Agasta indica Miers, Barringtonia butonica J.R.Forst. & G.Forst., Barringtonia speciosa J.R.Forst. & G.Forst., Mammea asiatica L., Michelia asiatica (L.) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์จิก (LECYTHIDACEAE หรือ BARRINGTONIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จิกเล โดนเล (ภาคใต้), อามุง (มาเล-นราธิวาส) เป็นต้น

ข้อควรรู้ ! : ต้นจิกทะเล เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม                                                                                                            บาคาร่า

ลักษณะของจิกทะเล
ต้นจิกทะเล จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ มีความสูงได้ประมาณ 7-20 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกที่เรือนยอดของลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบแตกกิ่งต่ำ ซึ่งเป็นกิ่งที่มีขนาดใหญ่จะมีรอยแผลอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นรอยแผลที่เกิดจากใบที่ร่วงหล่นไป เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลตาลหรือเทา แตกเป็นร่องตามแนวยาวและมีช่องระบายอากาศด้วย ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ๆ เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือแพร่พันธุ์โดยที่ผลลอยไปตามน้ำ มีอัตราการเจริญเติบโตปานกลางถึงเร็ว ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง และแสงแดดแบบเต็มวัน มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่มาดากัสการ์ อินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ภูมิภาคมาเลเซียรวมถึงฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงทางภาคเหนือของออสเตรเลีย และในหมู่เกาะโพลีนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นมากตามป่าชายหาดของฝั่งทะเลและตามเกาะที่ยังไม่ถูกรบกวนทางภาคใต้

ใบจิกทะเล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบมนเว้า โคนใบสอบเข้าหาก้านใบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-18 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-38 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมันวาวด้านบน เส้นแขนงใบมีข้างละ 12-14 เส้น นูนทั้งสองด้าน ก้านไม่มีหรือก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร

ดอกจิกทะเล ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามส่วนยอดของลำต้น ตั้งตรง ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 7-8 ดอก ช่อดอกยาวประมาณ 2-15 เซนติเมตร แกนช่อหนา ดอกเป็นสีขาวและมีกลิ่นหอม เกล็ดหุ้มยอดเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร มีใบประดับเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร ใบประดับย่อยมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ฐานรองดอกเป็นรูปกรวยสั้น ๆ ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงติดกันตาดอก บานแยกออกเป็น 2 ส่วนไม่เท่ากัน ลักษณะเป็นรูปรี ติดทน ยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่ง ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาวอมชมพูมี 4 กลีบ ติดที่โคนหลอดเกสรเพศผู้ กลีบเป็นรูปรี ปลายกลีบมน ขอบมักม้วนเข้า ยาวประมาณ 4.5-6.5 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เรียงเป็น 6 วง ยาวได้ประมาณ 9.5 เซนติเมตร วงในเป็นหมัน ยาวประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร โคนก้านเกสรติดกันเป็นหลอด ยาวได้ประมาณ 1.5 เซนติเมตร จานฐานดอกเป็นวง ขอบหยักมน สูงได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มี 4 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุลประมาณ 2-6 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียเป็นรูปแถบ ยาวได้ประมาณ 10-11 เซนติเมตร ยอดเกสรเป็นตุ่มมน ๆ ขนาดเล็ก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 10-12 เซนติเมตร ดอกจะบานในช่วงเวลากลางคืน และจะโรยในช่วงเวลากลางวัน โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

ผลจิกทะเล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปพีระมิดสี่เหลี่ยม ตรงโคนผลจะเว้า ผลเป็นสีเขียวและเป็นมัน ผลเมื่อโตจะมีขนาดกว้างประมาณ 8.5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8.5-11 เซนติเมตร ผนังผลเป็นเส้นใยมีกากเหนียวหุ้มหนาคล้ายฟองน้ำ ทำให้ลอยน้ำได้คล้ายผลมะพร้าว ส่วนผนังผลด้านในแข็ง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร (เมล็ดจิกทะเลมี fixed oil ได้แก่ olein, palmitin, glycoside barringtonin 3.27%, baringronin, hydrocyanic acid, saponin)

สรรพคุณของจิกทะเล
ใบ ผล และเปลือก ใช้เป็นยารักษาบรรเทาอาการปวดศีรษะ (ใบ, เปลือก, ผล)
เปลือกผลหรือเนื้อของผล เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่ช่วยให้คนที่นอนไม่หลับนอนหลับได้ ถ้ารับประทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้นอนหลับสบาย (เปลือกผล, เนื้อผล)
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิออกจากร่างกาย (เมล็ด)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรคำเตี้ย

สิงหาคม 17, 2019 Sharee 0

สมุนไพรคำเตี้ย

สมุนไพรคำเตี้ย

คำเตี้ย ชื่อวิทยาศาสตร์ Polygala chinensis L. จัดอยู่ในวงศ์ต่างไก่ป่า (POLYGALACEAE)                     บาคาร่า

สมุนไพรคำเตี้ย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มักกำ (เชียงใหม่), ม้าอีก่ำ ม้าอีก่ำแดง (อุบลราชธานี), ถั่วสลัม, ปีกไก่ดำ, ม้าแม่ก่ำ, หญ้ารากหอม, เนียมนกเขา, เตอะสิต่อสู่, หญ้าปีกไก่ดำ เป็นต้น

ลักษณะของคำเตี้ย
ต้นคำเตี้ย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุเพียงฤดูเดียว มีความสูงของต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะต้นตรงหรือทอดเลื้อยและชูยอดขึ้น ตรงปลายกิ่งเป็นเหลี่ยม ลำต้นกลมและมีขนขึ้นปกคลุม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7-2.5 เซนติเมตร รากมีกลิ่นหอม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าสน และบริเวณที่โล่งในป่าดิบแล้ง

ใบคำเตี้ย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมไข่กลับถึงรูปใบหอกปลายใบมน เรียวแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มและรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวหรือออกม่วง ก้านใบยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร

ดอกคำเตี้ย ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกเป็นกระจุกสั้น ๆ ตามซอกใบ ยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ดอกย่อยมีประมาณ 5-16 ดอก กลีบดอกเป็นสีขาวครีม มี 3 กลีบ เชื่อมกันที่ฐาน กลีบดอกมีลักษณะคล้ายรูปดอกถั่ว สีขาว โคนกลีบเป็นสีเขียว กลีบบนมี 2 กลีบ ลักษณะเป็นรูปช้อนหรือรูปสามเหลี่ยม ส่วนกลีบล่างมี 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปเกือบมน มีรยางค์คล้ายแปรง ดอกมีเกสรเพศผู้ 8 อัน ติดกับกลีบดอก ไม่มีจานฐานดอก เกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ ขอบเป็นขนครุย มี 2 คาร์เพล ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวมี 4 อัน แยกกัน มี 2 ชั้น มีขนที่ขอบกลีบเลี้ยง กลีบคู่ล่างมี 2 กลีบ คล้ายกลีบดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

ผลคำเตี้ย ผลเป็นผลแห้งแตกแบบแคปซูล ลักษณะแบน มีกลีบเลี้ยงติดทน ภายในมีเมล็ดสีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ด เมล็ดมีเยื่อที่ขั้ว

สรรพคุณของคำเตี้ย
ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้ทั้งต้นคำเตี้ย นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ร่างกายทรุดโทรม (ทั้งต้น)หรือจะใช้รากนำมาต้มหรือดองกับเหล้ากินก็ได้ โดยอาจใส่น้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อทำให้กินได้ง่ายขึ้น แต่การดองควรนำไปตากแห้งก่อน (ราก)
คำเตี้ยหรือม้าแม่ก่ำจัดว่าเป็นยาม้าของคนไทยใหญ่เลยก็ว่าได้ โดยเชื่อว่าถ้าถอนรากมาต้มกินติดต่อกันอย่างน้อย 10 วัน จะช่วยบำรุงกายได้ดีมาก เดินขึ้นเขาได้สบาย ไม่เหน็ดเหนื่อย หมอยาไทใหญ่ยังบอกว่า กินยานี้แล้วจะช่วยทำให้หลับสบาย คลายเครียด เพิ่มกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้เลือดไหลเวียนดี ดังนั้นในตำรับยาบำรุงกำลังของหมอยาไทใหญ่จึงมักมีม้าแม่ก่ำหรือคำเตี้ยอยู่ด้วยเสมอ โดยจะใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือใช้ผสมกับยาบำรุงกำลังอื่น ๆ ในตำรับก็ได้ ใช้ได้ทั้งการต้มและดองกับเหล้ากิน เช่น พ่อสายแดดจะมีตำรับยากำลังม้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย คำเตี้ย ม้าสามต๋อน และตานคอม้า ใช้ต้มกินเป็นประจำเพื่อบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ปวดเมื่อย ร่างกายทรุดโทรม และช่วยกำจัดโรคภัยทุกชนิด (ราก, ทั้งต้น)

ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้หวัด (ทั้งต้น)
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ ไอหนัก ๆ ช่วยขับเสมหะเหนียวข้นให้ออกมาได้โดยง่าย (ราก, ทั้งต้น)
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาอาการหอบหืด (ราก, ทั้งต้น)
ตำรับยาแก้หัวใจอ่อน ท้อแท้ และหมดเรี่ยวแรง จะใช้รากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) และรากพวงพี (พนมสวรรค์) นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
ตำรับยาแก้ฝีในท้องจะใช้รากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) รากเข็มขาว และรากเข็มแดง นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ผสมกับลำต้นม้ากระทืบโรง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลังทางเพศ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ผสมกับน้ำมันงา นำมานวดเส้น (ทั้งต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)
ต้นคำเตี้ยเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยารักษามะเร็งของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ซึ่งในตำรับยาจะเรียกว่า หญ้าปีกไก่ดำหรือม้าอีก่ำ โดยส่วนประกอบทั้งหมดของยาตำรับนี้ ได้แก่ คำเตี้ยหรือปีกไก่ดำ (Polygala chinensis L.), เหง้าพุทธรักษา (Canna indica Linn), ไฟเดือนห้า (Ludwigia hyssopifolia (G.Don) well), พญายอ (Clinacanthus nutan Lindl.), เหงือกปลาหมอ (Acanthus ebracteatus), แพงพวยฝรั่ง (Catharanthus roseus CL.), ข้าวเย็นเหนือ (Smilax corbularia Kunth C) และข้าวเย็นใต้ (Smilax glabra)
คำเตี้ยหรือม้าแม่ก่ำจัดอยู่ในเภสัชตำรับของอินเดีย ปากีสถาน ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Indian Senega และมีชื่อจีนว่า Yuan Zhi โดยจัดเป็นหนึ่งใน 50 สมุนไพรที่จีนใช้มากที่สุด มีสรรพคุณเด่นคือการเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง ใช้รักษาความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น หลงลืมง่าย อารมณ์แปรปรวน เครียด กังวล นอนไม่หลับ หวัดไอที่มีเสมหะเหนียวข้น หอบหืด แผล ฝี หนอง น้ำร้อนลวก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรโคคา

สิงหาคม 17, 2019 Sharee 0

สมุนไพรโคคา

สมุนไพรโคคา

โคคา ชื่อสามัญ Coca, Huanace Coca, Truxillo Coca
โคคา ชื่อวิทยาศาสตร์ Erythroxylum coca Lam. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Erythroxylum truxillense Rusby) จัดอยู่ในวงศ์โคคา (ERYTHROXYLACEAE)

สมุนไพรโคคา มีชื่อเรียกอื่น ๆ โกโก้ โคโค่ โคค่า (ไทย) เป็นต้น         บาคาร่า

ลักษณะของโคคา
ต้นโคคา จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร มีรากหยั่งลึก กิ่งเป็นสีน้ำตาลแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศเปรู บราซิล ชิลี เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และโบลิเวีย

ใบโคคา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเว้าตื้น ปลายมักมีติ่งแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ใบมีขนาดยาวประมาณ 2.5-11 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียว แผ่นใบมีเส้นผ่านเส้นร่างแหข้างละ 1 เส้นของเส้นกลางใบจากโคนจรดปลายใบ เห็นชัดเจนด้านล่างของแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 3-6 มิลลิเมตร

ดอกโคคา ออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุกตามซอกใบ ก้านดอกขยายในผล ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองนวล มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบมีขนาดเล็ก ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน เชื่อมติดกันเป็นเส้าเกสร สั้นกว่ากลีบเลี้ยง ก้านชูอับเรณูมีอันยาว 5 อัน และอันสั้น 5 อัน ส่วนเกสรเพศเมียมี 3 อัน ก้านเชื่อมติดกัน ยาวกว่าหรือสั้นกว่าเกสรเพศผู้

ผลโคคา ผลเป็นผลสด มีผนังชั้นในแข็ง ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร มีเกสรเพศเมียติดทน ผลเป็นสีเหลืองอมเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในผลนั้นมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด

สรรพคุณของโคคา
ชาวพื้นเมืองของเปรู โบลิเวีย และชาวพื้นเมืองของทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอาร์เจนตินาจะใช้ใบโคคาสด ๆ นำมาเคี้ยว ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และใช้เป็นยาบำรุง (ใบ)
โคคาถือว่าเป็นพืชมีพิษ เนื่องจากใบมีสาร crystalline tropane alkaloid (benzoylmethylecgonine) ซึ่งเป็นหนึ่งในประมาณ 12 สารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากใบ มีฤทธิ์เป็นสารกระตุ้นมีผลต่อระบบประสาทและระงับความต้องการของร่างกาย หรือเรียกว่า โคเคน (cocaine) ทำให้ผู้ได้รับสารชนิดนี้รู้สึกมีความสุขและมีพลังงานเพิ่มอย่างสูงในระยะเวลาสั้น ๆ โดยถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ของประเทศไทย ผู้ที่เสพจะมีอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ซึมเศร้า และมีโทษทำให้เกิดอาการชักและมีเลือดออกในสมอง ทำให้เป็นอัมพาต หัวใจล้มเหลว และทำให้เกิดอาการโรคซึมเศร้า ในทางการแพทย์จึงใช้คุณสมบัตินี้เป็นยาชาเฉพาะที่ (ใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรเขยตาย

สิงหาคม 15, 2019 Sharee 0

สมุนไพรเขยตาย

สมุนไพรเขยตาย

เขยตาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Glycosmis arborea (Roxb.) DC.) จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)   สมุนไพรเขยตาย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ส้มชื่น ศรีชมชื่น น้ำข้าวต้น พิษนาคราช พุทธรักษา (สุโขทัย), ประยงค์ใหญ่ (กรุงเทพฯ), กระรอกน้ำ กระรอกน้ำข้าว (ชลบุรี), มันหมู (ประจวบคีรีขันธ์), เขนทะ ส้มชื่น (ภาคเหนือ), ส้มชื่น (ภาคอีสาน), กระโรกน้ำข้าว เขยตายแม่ยายชักลาก ลูกเขยตาย น้ำข้าว (ภาคกลาง), เขยตายแม่ยายชักปรก ลูกเขยตาย ลูกเขยตายแม่ยายทำศพ ต้มชมชื่น น้ำข้าว โรคน้ำเข้า หญ้ายาง (ภาคใต้), ชมชื่น เขยตายแม่ยายปรก ลูกเขยตายแม่ยายทำศพ ตาระเป (บางภาคเรียก), ต้นเขยตาย (ตามตำรายาเรียก) เป็นต้น

ข้อควรรู้ : เหตุที่ได้ชื่อว่า “เขยตาย” นั้น สืบเนื่องมาจากมีตำนานเล่าว่า ลูกเขยกับแม่ยายไปทำไร่บนเขาด้วยกัน ขากลับลูกเขยถูกงูกัดตาย แม่ยายจึงตัดต้นไม้มาคลุมร่างเอาไว้กันอุจาด แล้วจึงไปตามคนในหมู่ เมื่อกลับไปที่เกิดเหตุก็พบว่าลูกเขยฟื้นขึ้นมาแล้ว เนื่องจากต้นไม้ที่แม่ยายชักปรกไว้นั้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษ               บาคาร่า

ลักษณะของเขยตาย
ต้นเขยตาย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำตั้งแต่โคนต้นเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมเทา ผิวลำต้นตกกระเป็นวงสีขาว ใบออกดกทึบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ เป็นพืชในเขตร้อนของทวีปเอเชียและออสเตรเลีย พบได้ในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ประเทศในแถบคาบสมุทรอินโดจีน สุมาตราและชวา ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ตามชายป่าและหมู่บ้าน

ใบเขยตาย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับตรงข้ามหรือกึ่งตรงข้าม มีใบย่อยประมาณ 3-5 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมถึงกลม โคนใบสอบเรียว ส่วนขอบใบเรียบหรือมีรอยจักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-14 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านมีจุดต่อม หลังใบเรียบลื่นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีอ่อนกว่า ใบด้านบน ๆ จะมีสีแดงที่ฐาน

ดอกเขยตาย ออกดอกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงหรือออกเป็นกระจุกประมาณ 12-15 ดอก ยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีขาว มีกลิ่นหอม โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นสีขาว มี 5 กลีบ ขนาด 4-5 x 2-2.5 มิลลิเมตร เรียงซ้อนกันเป็นวง ผิวมีต่อมจุด รูปไข่กลับ ส่วนกลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร รูปแหลมกึ่งรูปไข่ มีขนอ่อนที่ส่วนปลาย มีใบประดับหุ้ม โดยชั้นบนจะมี 5 กลีบใหญ่ และมีส่วนย่อยเล็ก ๆ หลายอัน มีต่อมซึ่งเป็นร่อง ส่วนก้านชูดอกสั้นมาก เกสรเพศเมียออกเรียงเป็นวง ตรงกลางแกนดอกมีเกสรเพศผู้เป็นแท่ง ส่วนรังไข่มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร เป็นรูปไข่ ดอกมีเกสรเพศผู้ 8-10 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

ผลเขยตาย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.18 เซนติเมตร ปลายผลแหลม ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูใส ฉ่ำน้ำ มีรสหวาน ภายในผลมีเมล็ดสีดำ 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลม เป็นลาย ติดผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคม

สรรพคุณของเขยตาย
ใบใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้เบาหวาน (ใบ)
รากมีรสเมาขื่นปร่า ใช้เป็นยาแก้ไข้กาฬ ไข้รากสาด และเป็นยาลดไข้ (ราก)
รากและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้ไข้ (ราก, ใบ)
รากและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคบิดท้องเดิน (ราก, ใบ)
ในบังกลาเทศจะใช้น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำตาล ใช้กินตอนท้องว่างเพื่อถ่ายพยาธิตัวกลม แก้ไข้ (ใบ)

เนื้อไม้ เปลือกต้น และราก มีสรรพคุณเป็นยาขับน้ำนม (เนื้อไม้, เปลือกต้น, ราก)
น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับน้ำตาลกินตอนท้องว่างเป็นยาแก้โรคตับ (ใบ)
เปลือกต้นมีรสเมาร้อน ใช้เป็นยาแก้ฝีทั้งภายในและภายนอก (เนื้อไม้, เปลือกต้น)
รากใช้ฝนทาแก้โรคผิวหนังพุพอง ทาแผลที่อักเสบ (ราก)
ใบนำมาบดผสมกับขิง ใช้รักษาผิวหนังอักเสบ เป็นตุ่มพุพอง หรือคันอักเสบ (ใบ)
รากใช้เป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษฝีทั้งภายในและภายนอก ใช้ฝนกับน้ำกินและทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู (จากงูที่มีพิษไม่รุนแรง) พิษตะขาบกัด พิษปลาดุกแทง ปลาแขยงปักมือ ฯลฯ หรือจะนำรากมาตำใส่น้ำมะนาวหรือเหล้าพอกทิ้งไว้สักครู่ก็ได้ อาการก็จะหาย (ราก) หรือใช้เปลือกต้นเป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษงูหรือพิษนาคราช แก้พิษต่าง ๆ แก้พิษไข้ (เปลือกต้น)
ใบนำมาขยี้หรือบดผสมกับเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์หรือน้ำมะนาว ใช้เป็นยาทารักษางูสวัด เริม ไฟลามทุ่ง ขยุ้มตีนหมา ลมพิษ (ใบ)
ตำรายาไทยจะใช้รากเป็นยาแก้ฝีที่นม ตัดรากฝีที่นม เกลื่อนฝีให้ยุบ ยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิด (ราก)
ดอกและผลมีรสเมาร้อน ใช้เป็นยาแก้หิด (ดอกและผล)
ข้อควรระวัง : ยางจากทุกส่วนของลำต้นมีฤทธิ์ทำให้อาเจียน เพ้อคลั่งและเสียชีวิตได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

สิงหาคม 14, 2019 Sharee 0

 

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน ขี้ไก่ย่าน ชื่อสามัญ Mile a minute, African mile a minute
ขี้ไก่ย่าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Mikania cordata (Burm.f.) B.L.Rob. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กย่าน (นราธิวาส), สาลาปุ๊ตูโงะ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

ลักษณะของขี้ไก่ย่าน
ต้นขี้ไก่ย่าน จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเลื้อย มักขึ้นเป็นพุ่มพันกันยุ่งขึ้นคลุมพืชอื่นค่อนข้างแน่น ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 7 เมตร มีขนเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มเล็กน้อย พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามชายป่า ตามสองข้างทาง และตามบริเวณป่านุ่น จัดเป็นวัชพืชที่เจริญได้ดีในเขตร้อน

ใบขี้ไก่ย่าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบค่อนข้างจักเป็นซี่ฟันหยาบ ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มกระจายทั้งสองด้าน ด้านล่างมีต่อมเล็กน้อย ก้านใบเรียวเล็ก ยาวได้ประมาณ 1-6 เซนติเมตร
ดอกขี้ไก่ย่าน ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ริ้วประดับบาง ค่อนข้างจะโปร่งใส กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเขียว ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก เกสรเพศผู้มี 5 อัน อับเรณูเป็นสีเทาอมน้ำเงินอ่อนหรือเป็นสีดำอมเทา เกสรเพศเมียมีท่อเป็นสีขาว ปลายบิดโค้งแยกเป็น 2 แฉก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ผลขี้ไก่ย่าน ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนานแคบ ยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร ผลมีต่อมรยางค์แข็งจำนวนมาก ผลอ่อนเป็นสีขาว ถ้าแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม        บาคาร่า

สรรพคุณของขี้ไก่ย่าน 
ใบใช้ตำพอกตามบาดแผลหรือแผลบวม (ใบ)
ใบใช้ตำพอกรักษาโรคหิด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรขางคันนา

สิงหาคม 12, 2019 Sharee 0

สมุนไพรขางคันนา

สมุนไพรขางคันนา

ขางคันนา ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmodium heterocarpon var. strigosum Meeuwen จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)
สมุนไพรขางคันนา มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขางคันนาแดง (เชียงใหม่), หญ้าตืดหมา (ลำปาง), อีเหนียวใหญ่ (ชัยภูมิ), พึงฮวย (ชุมพร), เส่งช้างโชก (กะเหรี่ยง ลำปาง) เป็นต้น                    บาคาร่า

ลักษณะของขางคันนา
ต้นขางคันนา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ลำต้นมีลักษณะตั้งกึ่งตั้งและกึ่งตั้งกึ่งเลื้อยถึงกึ่งแผ่ปกคลุมดิน มีความสูงได้ประมาณ 50-175 เซนติเมตร หรืออาจสูงได้ถึง 2 เมตร ลำต้นนั้นเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนที่ถูกแสงแดดมักเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม ส่วนด้านล่างที่ไม่ถูกแสงจะเป็นสีเขียวอ่อน ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.8-5.2 มิลลิเมตร มีขนสีขาวขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น พบขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส นครราชสีมา กาญจนบุรี อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ และขอนแก่น ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 76-892 เมตร

ใบขางคันนา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยบนสุดจะเป็นรูปไข่กลับหรือรูปไข่กลับแกมใบหอก ส่วนใบย่อยด้านข้างจะเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่กลับ โดยใบบนสุดจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.6-2.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร ส่วนใบด้านข้างจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.1-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวถึงค่อนข้างจะเขียวเข้ม หลังใบมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมหนาแน่น (แต่ขนจะสั้นกว่าชนิด Desmodium styracifolium) ส่วนด้านหน้าใบนั้นไม่มีขน แต่พบได้ในบางสายพันธุ์ที่จะมีขนเล็ก ๆ ขึ้นกระจายอยู่ตามเส้นใบและแผ่นใบด้านหน้า ก้านใบยาวประมาณ 1.4-2.2 เซนติเมตร หูใบเป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลแดงเข้ม

ดอกขางคันนา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดตามซอกใบ ช่อดอกยาวประมาณ 4.3-5.8 เซนติเมตร มีดอกย่อยประมาณ 43-90 ดอก การออกดอกจะเป็นแบบ Indeterminate กลีบดอกเป็นสีม่วงหรือสีม่วงปนสีขาวนวล มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว อับเรณูเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล ก้านอับเรณูเป็นสีแดง เกสรเพศเมียเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล ส่วนก้านเกสรเพศเมียเป็นสีเขียว

ผลขางคันนา ผลมีลักษณะเป็นฝักยาว ยาวประมาณ 1.3-3 เซนติเมตร มีขนและคอดหักเป็นข้อ ๆ แตกออกได้ตามตะเข็บล่าง ในแต่ละฝักจะมีเมล็ดประมาณ 4-9 เมล็ด บางช่อดอกย่อยฝักจะมีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ออกดอกติดเมล็ดได้ดีมาก โดยจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่จะออกดอกมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน

สรรพคุณของขางคันนา
ตำรายาไทยระบุว่า สมุนไพรขางคันนามีรสเมาเฝื่อน มีสรรพคุณเป็นยาแก้เด็กตัวร้อน ดับพิษตานซาง แก้กาฬมูตร (ลำต้นและใบ)
ใช้เป็นยาแก้โรคลำไส้ ใช้ขับพยาธิได้ทุกชนิด และเป็นยาขับปัสสาวะ (ลำต้นและใบ)
ยาพื้นบ้านจะใช้รากขางคันนา นำมาผสมกับรากมะเดื่อดิน และผงปวกหาด ใช้ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง เป็นยาถ่ายพยาธิ (ราก)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบและลำต้นขางคันนา นำมาต้มกับน้ำอาบเป็นยาแก้บวมพอง (ลำต้นและใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

No Image

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สิงหาคม 12, 2019 Sharee 0

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

กินกุ้งน้อย ชื่อสามัญ Common spiderwort

กินกุ้งน้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ Murdannia nudiflora (L.) Brenan (ชนิดใบเล็ก), Murdannia malabaricum (L.) Santapan, Murdannia macrocarpa D.Y.Hong (ชนิดใบใหญ่) จัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ (COMMELINACEAE)

สมุนไพรกินกุ้งน้อย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักปลาบ (ทั่วไป), ผักปราบ (นครสวรรค์), กินกุ้งน้อย (เชียงใหม่), หญ้าเลินแดง (สุราษฎร์ธานี), หงเหมาเฉ่า สุ่ยจู่เฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกินกุ้งน้อย
ต้นกินกุ้งน้อย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุปีเดียว มีลำต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย แตกออกเป็นกอ ๆ เล็ก ๆ มีความสูงได้ประมาณ 5.5-50 เซนติเมตร ลำต้นมีเนื้ออ่อน มีขนาดเล็กเรียวทอดนอน บริเวณลำต้นจะแตกรากฝอยตามข้อ มีขนขึ้นทั่วไป ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ดและไหล เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น ทนแล้งและทนน้ำท่วมขังได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนชื้นหรือกึ่งร้อนชื้นของโลก ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามบริเวณพื้นที่ที่ชื้นทั่ว ๆ ไป ริมคูคลอง ในพื้นที่นา สนามหญ้าที่ค่อนข้างชื้นแฉะ และในดินทรายที่เป็นดินเค็ม ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 1,000 เมตร

ใบกินกุ้งน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอกแคบ ปลายใบเรียวแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 54.8-17.4 เซนติเมตร ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง หน้าใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนหลังใบเป็นสีม่วง กาบใบมีขนขึ้นปกคลุม ยาวประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร

ดอกกินกุ้งน้อย ออกดอกเป็นกระจุกตามปลายยอดและซอกใบ ช่อดอกแตกแขนงเป็นช่อย่อย 2-3 ช่อ ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 1-3 ดอก ดอกเป็นสีม่วงหรือสีฟ้าอ่อน ดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบเลี้ยงเป็นสีม่วง ปลายกลีบเลี้ยงเป็นสีแดงเข้ม และมีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกมีสีม่วงสดกว่ากลีบเลี้ยง กลีบดอกจะมีขนาดเล็ก กว้างเพียง 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนตรงกลางดอกจะมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ซึ่ง 4 อันเป็นหมันจะมีสีเหลืองสด และอีก 2 อันไม่เป็นหมันจะมีสีม่วง ก้านชูอับเรณูมีปุยขนยาวสีม่วง รังไข่มี 3 ช่อง ปลายก้านเกสรเพศเมียเป็นกระเปาะมี 2 พู ออกดอกในช่วงประมาณปลายฤดูฝน

ผลกินกุ้งน้อย ผลมีลักษณะเป็นรูปรีคล้ายไข่ หรือค่อนข้างกลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร ผลเป็นสีเขียวอ่อน ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลแก่จะแห้งและแตกออกเป็น 3 พู ภายในผลมีเมล็ด 2 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดย่นหรือขรุขระเป็นร่องและเป็นหลุม ผลจะเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

สรรพคุณของกินกุ้งน้อย
ทั้งต้นมีรสจืด ชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาขับพิษ ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ขับพิษร้อนในปอด แก้ไอเป็นเลือด (ทั้งต้น)
ในไต้หวันจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ลำต้น) ส่วนในอินโดจีนจะใช้รากเป็นยาแก้ไข้ในเด็ก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คออักเสบ หรือทอนซิลอักเสบ ด้วยการใช้ต้นสดนำมาคั้นเอาน้ำหรือต้มรับประทาน (ลำต้น)

ใช้รักษาฝีที่เต้านม ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น (ใบสด)
ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาลำไส้อักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)
ในนิวกินีจะใช้น้ำคั้นจากทั้งต้นนำมากินเป็นยาแก้โรคบิด และป้องกันการเป็นหมัน (ลำต้น, ทั้งต้น)
ในอินโดจีนจะใช้รากเป็นยาแก้บิด แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย (ราก)
ในมาเลเซียจะใบสดนำมาตำเอากากใช้พอกแผล พอกบาดแผลแก้ปวด (ใบสด)
ใช้ลำต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำใช้ชะล้างบริเวณบาดแผล และใช้ล้างแผลที่เรื้อรัง (ลำต้น)
ใบสดใช้ตำพอกบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบสด)
ใบนำมาย่างไฟให้ร้อน แล้วนำมาถูตามจุดด่างที่เกิดเนื่องจากเชื้อรา (ใบสด)
ทั้งต้นใช้ต้มในน้ำมันเป็นยารักษาโรคเรื้อน (ลำต้น)
ใช้เป็นยาลดอาการปวดบวม แก้ปวดบวม (ลำต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 20-40 กรัม ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 12-20 กรัม                                                      บาคาร่า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรก้ามปูหลุด หรือ ต้นปีกแมลงสาบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก

สิงหาคม 10, 2019 Sharee 0

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด

ก้ามปูหลุด ชื่อสามัญ Inch plant, Wandering jew

ก้ามปูหลุด ชื่อวิทยาศาสตร์ Tradescantia zebrina var. zebrina (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Tradescantia pendula (Schnizl.) D.R.Hunt, Zebrina pendula Schnizl.) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า เป็นชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tradescantia zebrina Bosse โดยจัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ (COMMELINACEAE)

สมุนไพรก้ามปูหลุด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปีกแมลงสาบ (ทั่วไป), ก้ามปู ก้ามปูหลุด (กรุงเทพฯ), จุยเต็กเช่า (จีนแต้จิ๋ว), เตี้ยวจู๋เหมย (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของก้ามปูหลุด
ต้นก้ามปูหลุด หรือ ต้นปีกแมลงสาบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกแขนงมาก ลำต้นทอดเลื้อยคลุมดินและชูยอดขึ้นสูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะอวบเป็นสีเขียวหรือเขียวประม่วงจนถึงม่วงลายเขียว มีข้อและปล้องชัด เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ในปัจจุบันแพร่กระจายพันธุ์ปลูกไปทั่ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือการแยกลำต้น โตเร็ว ชอบดินร่วน ความชื้นมาก และแสงแดดปานกลาง

ใบก้ามปูหลุด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือรูปรีขอบขนาน ปลายใบแหลมเรียว โคนใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวอ่อนสลับสีเทาควันบุหรี่ลายทาง ส่วนท้องใบเป็นสีม่วงอมแดง ไม่มีก้านใบ กาบใบสั้นเป็นปลอกหุ้มรอบข้อสูงประมาณ 1 เซนติเมตร ที่กาบใบมีลายเส้นสีม่วงเป็นแนวตามความยาวและมีขนขึ้นเล็กน้อย

ดอกก้ามปูหลุด ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ โดยจะออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด มีใบประดับใหญ่ 2 ใบ ซึ่งจะมีขนาดไม่เท่ากันประกบหุ้มช่อดอกอ่อนเอาไว้ ดอกมีสีขาวอมชมพูเล็กน้อย กลีบรองดอกเป็นสีขาว บาง โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นกลีบรูปไข่ 3 กลีบ มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร กลีบด้านบนเป็นสีม่วง ด้านล่างเป็นสีขาว กลางดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว มีขนยาวสีม่วง อับเรณูสีนวล รังไข่เล็ก ส่วนก้านเกสรเพศเมียเรียว ยอดเกสรเพศเมียมี 3 แฉก ดอกจะทยอยบานโผล่เหนือใบประดับ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นมาก   ผลก้ามปูหลุด ผลมีลักษณะเป็นรูปยาวรี ขนาดเล็ก ผลเมื่อแก่จะแตกอ้าออกไปตามความยาวของผลระหว่างช่อง ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 2-3 เมล็ด

สรรพคุณของก้ามปูหลุด
ทั้งต้นมีรสขมหวานเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด ตำรับยาแก้ไอเป็นเลือดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับปอดหมู รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้ใช้ต้นสด 60-90 กรัม นำมาต้มกับปอดหมูหนัก 120 กรัม โดยผสมน้ำต้มให้เหลือ 1 ชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด) ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คอบวม คออักเสบ (ทั้งต้น)
ลำต้นและใบใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้กระหายน้ำ (ลำต้นและใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด แก้บิดเรื้อรัง อันเนื่องมาจากการติดเชื้อ ตำรับยาแก้บิดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำข้าว ใช้รับประทานวันละ 3 ครั้ง (ทั้งต้น) ส่วนตำรับยาแก้บิดเรื้อรังจะใช้กาบหุ้มดอกสดหนัก 150 กรัม และข้าวสารคั่วจนเกรียม (เริ่มไหม้) 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำ ใช้แบ่งดื่มเป็น 3 ครั้ง (กาบหุ้มดอกสด)
ใช้เป็นยาขับฝีในท้อง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ตำรับยาแก้นิ่วหรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ จะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วย จนเหลือ 1 ถ้วย ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ตกขาวของสตรี (ทั้งต้น) ตำรับยาแก้สตรีตกขาวมาก จะใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม, น้ำตาลกรวด 30 กรัม, และต่าฉ่าย (Mytilum crassitesta Lischke) อีก 30 กรัม นำมาผสมน้ำต้มให้เหลือครึ่งชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ตำรับยาแก้โรคหนองใน จะใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม นำมาใส่น้ำแล้วต้มให้เหลือ 1 ถ้วย ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ใช้เป็นยาแก้ไตอักเสบ บวมน้ำ (ทั้งต้น)
ใบใช้ต้มกินน้ำเป็นยาช่วยลดอาการบวม (ใบ)                                    บาคาร่า
ลำต้นใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ ให้ใช้ทั้งต้นสดนำมาล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อย ใช้ทั้งเนื้อและน้ำพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้วันละ 2 เวลา เช้าและเย็น จะช่วยไม่ให้ปวดแสบปวดร้อนและค่อย ๆ ทุเลาลงจนหายไป (ต้นสด)
ใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด ใช้พอกฝี ดูดพิษฝี แก้ฝีอักเสบ (ทั้งต้น)
ตำรายาแผนจีน ไต้หวัน จะใช้ใบนำมาตำให้พอละเอียด แล้วนำไปพอกแก้อาการบวมตามข้อได้ดีมาก (ใบ)
ขนาดและวิธีใช้ : ก่อนนำมาใช้ ให้เก็บต้นสดนำมาล้างให้สะอาด หรือตากแห้งเก็บเอาไว้ใช้ ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำรับประทาน ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-35 กรัม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรกระเจียวแดง

สิงหาคม 9, 2019 Sharee 0

สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง

กระเจียวแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sessilis Gage. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) เช่นเดียวกับกระเจียวขาว

สมุนไพรกระเจียวแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ว่านมหาเมฆ (สกลนคร), อาวแดง (ภาคเหนือ), กาเตียว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เลย), กระเจียว กระเจียวแดง (ภาคกลาง), จวด (ภาคใต้, ชุมพร, สงขลา), กระเจียวสี, กระเจียวป่า เป็นต้น  บาคาร่า

ลักษณะของกระเจียวแดง
ต้นกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน อยู่ได้นานหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 40-60 เซนติเมตร อาจขึ้นเป็นต้นเดียวหรือหลายต้นรวมกันเป็นกอ มีความสูงได้ประมาณ 20-60 เซนติเมตร มีเหง้าใหญ่รูปรี อยู่ในแนวดิ่ง ผิวเป็นสีน้ำตาล ภายในเป็นสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า มีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าตอนเหนือ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และที่โล่งทั่วไป

ใบกระเจียวแดง ใบมีลักษะเป็นกาบห่อรวมตัวกันแน่นเป็นลำต้นเทียม โดยจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม เส้นใบขนาน

ดอกกระเจียวแดง ออกดอกเป็นช่อแน่นแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ยาวได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร ก้านช่อดอกชูออกจากปลายลำต้นเทียม ช่อดอกย่อยแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 2-7 ดอก ใบประดับที่โคนช่อดอกรองรับดอกสีเขียว ดอกเป็นสีเหลือง หลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีขน แฉกบนเป็นรูปรี ส่วนแฉกด้านข้างแคบกว่าเล็กน้อย กลีบปากเป็นรูปไข่กลับ สีเหลือง ปลายแยกออกเป็นพู 2 พู เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรี สีเหลือง มีขนสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ มีจุดสีแดงจำนวนมาก โคนอับเรณูเรียวแหลมเป็นเดือย 2 อัน โค้งเข้าหากัน เกสรเพศเมีย มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีขนสั้นขึ้นหนาแน่น ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกระเจียวแดง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผิวมีขนหนาแน่น ส่วนเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ มีความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร

สรรพคุณของกระเจียวแดง
กระเจียวมีเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายของเสียออกมา จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดี อีกทั้งเส้นใยอาหารยังสามารถจับคอเลสเตอรอลไว้เมื่อขับถ่ายออกมาถึงทำให้ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ และเมื่อเส้นใยสัมผัสสารพิษและสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในอาหาร ร่างกายจึงได้รับสารพิษและสารก่อมะเร็งน้อยลงไปด้วย
ดอกอ่อนมีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้รู้สึกสบายท้องและช่วยให้สุขภาพดี (ดอกอ่อน)
ดอกมีสรรพคุณช่วยแก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด (ดอก)
หน่ออ่อนใช้เป็นยาสมานแผล (หน่ออ่อน)
เหง้าใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย (เหง้า)
ประโยชน์ของกระเจียวแดง
หน่ออ่อนใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ส้มตำ ส่วนช่อดอกอ่อนนำมาลวกให้สุก ใช้รับประทานกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นแกง โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แกงรวมกับผักหวานปลาย่างและเครื่องแกง หรือจะกินดอกสดก็ได้ บางบ้านนิยมนำมาทำแกงส้มหรือไม่ก็นำมาแกล้มกับขนมจีน ลาบ ก้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

1 2 3 11