No Image

ไม่ยากที่จะเอาชนะที่ สล็อตออนไลน์

กุมภาพันธ์ 4, 2019 Sharee 0

สล็อตออนไลน์

สล็อตออนไลน์ นั้นสนุกมากและมักจะทำกำไรได้เช่นกัน โปรเกรสซีแจ็คพ็อตนำเสนอผลตอบแทนที่เป็นไปได้สูงสุดสำหรับการเดิมพัน

สล็อตออนไลน์ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องโปรเกรสซีฟซึ่งการเดิมพันเหรียญสูงสุดเป็นกลยุทธ์ที่ดี แม้แต่สล็อตเพย์ไลน์เดียวที่ง่ายที่สุดก็มักจะมีตารางการจ่ายเงินที่ชอบเล่นเหรียญสูงสุด แม้ว่ามันจะไม่สำคัญเท่าไรที่จะเดิมพันเหรียญสูงสุดในช่องเหล่านี้โดยที่ไม่มีแจ็คพอตแบบโปรเกรสซีฟที่จะแพ้หากคุณต้องการเพิ่มผลตอบแทนของคุณให้มากที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งนี้จะพิสูจน์ให้คุณได้รับผลตอบแทนสูงสุด

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญที่ผู้เล่น สล็อตออนไลน์ ทำคือการเล่นเครื่อง “เย็น” ต่อไปในความเชื่อที่ผิดว่าการชนะครั้งใหญ่เป็นเพราะ แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ว่าเครื่องจักรทุกเครื่องจะต้องจ่ายเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะปั๊มเครื่องจักรที่ไม่จ่ายโดยเชื่อว่าการชนะครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ของการหมุนใด ๆ บนสล็อตขึ้นอยู่กับตัวสร้างหมายเลขสุ่มและตัวสร้างตัวเลขแบบสุ่มนี้ไม่คำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ดังนั้นอัตราการหมุนที่ชนะจะเหมือนกันไม่ว่าคุณจะชนะ 10 ครั้งก็ตาม หมุนเป็นแถวหรือ 1,000 รายการหายไป สล็อตออนไลน์ฟรีเครดิต2018

นี่คือแนวคิดที่นัก การพนันสล็อต หลายคนมีปัญหากับ – พวกเขามักจะพูดถึงกฎของค่าเฉลี่ย – บอกว่าหลังจาก 10 สปินที่เสียไปแล้วสปินที่ชนะจะต้องครบกำหนด อย่างไรก็ตามหากคุณเปรียบสิ่งนี้กับตัวอย่างของการโยนเหรียญคุณจะเห็นว่าตรรกะนี้บกพร่องอย่างไร หากคุณโยนเหรียญห้าครั้งและทุกครั้งที่มันตกลงบนหัว – ในการโยนครั้งที่หกนักพนันส่วนใหญ่จะวางเดิมพันว่าเหรียญจะลงบนก้อย (นอกเหนือจากคนฉลาดที่จะโต้แย้งว่า บนหัว!) อย่างไรก็ตามแม้จะมีสิ่งที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่อัตราการลงจอดของเหรียญบนหัวหรือก้อยยังคงอยู่ที่ 50/50 – สิ่งนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเล่นเครื่องที่ไม่จ่ายด้วยความหวังว่าการชนะจะได้รับเป็นวิธีที่แน่นอนในการสูญเสียเงินสล็อตออนไลน์ฟรีเครดิต 2018 ไทย

ดูบอลออนไลน์ truesport 6

ดูบอลออนไลน์ truesport 6 ดูบอลสด ดูบอลผ่านเน็ตฟรี ๆ ทุกลีกทั่วโลก

มกราคม 29, 2019 Sharee 0

ดูบอลออนไลน์ truesport 6

ดูบอลออนไลน์ truesport 6 ดูบอลสด ดูบอลผ่านเน็ตฟรีๆ ด้วยขั้นตอนง่ายๆเพียงแค่คลิ๊กที่ชื่อทีมที่ท่านต้องการรับชม

แล้วให้ท่านเลือกรับชมตามลิ้งค์ต่างๆที่ ดูบอลออนไลน์ truesport 6 แสดงได้เลย โดยลิ้งค์ดูบอลจะมาก่อนบอลเตะประมาณ 5 นาทีครับ

ดูบอล ทุกลีกทั่วโลก บอลล่าสุดจากทุกสนามทุกลีก ทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษบอลสด สตรีมมิ่งดูบอลสดทรู 6

มันส์เข้มข้นทุกลีกดัง ลาลีกา สเปน ไม่ว่าท่านจะดูเว็บเราผ่านทางคอมพิวเตอร์

ดูบอลออนไลน์ ทวิตเตอร์ ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเน็ตได้ฟรี ทุกลิ้งภาพคมชัดระดับ HD

ดูได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ รับชมบอลวันนี้ครบทุกลีกดังได้ตลอดทั้งวัน…

No Image

สมุนไพรตะขบไทย

สิงหาคม 25, 2019 Sharee 0

สมุนไพรตะขบไทย

สมุนไพรตะขบไทย

ตะขบไทย ชื่อสามัญ Coffee plum, Indian cherry, Indian plum, East Indian plum, Rukam, Runeala plum
ตะขบไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ Flacourtia jangomas (Lour.) Raeusch. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Flacourtia cataphracta Roxb. ex Willd.) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์สนุ่น (SALICACEAE)

สมุนไพรตะขบไทย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ครบ (ปัตตานี), มะเกว๋นควาย (ภาคเหนือ), ตะขบควาย (ภาคกลาง), กือคุ (มลายู ปัตตานี) เป็นต้น

ลักษณะของตะขบไทย

ต้นตะขบไทย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือนยอดของต้น เรือนยอดเป็นรูปไข่ทึบ โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนอ่อน แตกเป็นแผ่นบาง ๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พบขึ้นได้ตามป่าราบ ป่าโปร่ง ป่าดิบแล้ง และตามป่าผลัดใบ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-800 เมตร

ใบตะขบไทย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบกลมคล้ายกับใบพุทรา โดยมีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปหอกกลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบจักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร แผ่นใบบางเป็นสีเขียว ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเป็นมัน

ดอกตะขบไทย ดอกเป็นสีขาวอมเหลืองและมีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะสั้นตามซอกใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ อยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้มีกลีบดอก 5 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียว มีขนทั้งสองด้าน มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ส่วนดอกเพศเมียจะคล้ายกับดอกเพศผู้ มีรังไข่เป็นรูปคนโท เกสรเพศเมียมี 2 พู ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์

ผลตะขบไทย ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ลักษณะของผลเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าลูกพุทรา ขนาดประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ผลเมื่อสุกเป็นสีแดงหรือสีม่วง เมื่อแก่เป็นสีดำ ผลมีรสหวานฝาดเล็กน้อย ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด ติดผลในช่วงประมาณเดือนเมษายน

สรรพคุณของตะขบไทย

รากมีรสฝาดเล็กน้อย ใช้ปรุงเป็นยาขับเหงื่อ (ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยากล่อมเสมหะและอาจม (ราก)
เนื้อไม้มีรสฝาด ใช้ทำเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด มูกเลือด (เนื้อไม้)
เปลือก แก่น และใบ ใช้เป็นยารักษาอาการปวดเมื่อยตามตัว แก้โรคเหน็บชา รักษาอาการปวดข้อ แก้เส้นเอ็นพิการ (เปลือก, แก่น, ใบ)                บาคาร่า
ประโยชน์ของตะขบไทย
ผลสุกมีรสฝาดหวาน ใช้รับประทานได้
ตะขบไทยเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถนำใบมาใช้ในการย้อมสีได้ โดยใช้อัตราส่วนของใบสดต่อน้ำ 1:2 เมื่อนำไปสกัดใช้ใบสด 15 กรัม ย้อมเส้นไหมได้ 1 กิโลกรัม สีเส้นไหมที่ได้จะขึ้นอยู่กับวิธีการสกัดสีและการใช้สารช่วยติดสีชนิดต่าง ๆ ซึ่งการสกัดสีโดยใช้ใบสดนำมาต้มกับน้ำนาน 1 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำ นำมาย้อมเส้นไหมด้วยวิธีการย้อมร้อน 1 ชั่วโมง และแช่ในสารละลายช่วยติดสีจุนสีหลังย้อมจะได้เส้นไหมสีน้ำตาลเขียว ส่วนการใช้จุนสีขณะย้อมจะได้เส้นไหมสีน้ำตาลเขียวเช่นกัน แต่ถ้านำมาสกัดน้ำสีด้วยวิธีการคั้นเอาน้ำ กรองเอาแต่น้ำ แล้วย้อมเส้นไหมด้วยวิธีการย้อมร้อน และแช่สารละลายช่วยติดสีจุนสีหลังย้อมจะได้เส้นไหมสีเขียวขี้ม้า
ใช้ปลูกทั่วไป ปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงาในสวนผลไม้หรือตามสวนป่าเพื่อเป็นอาหารของนก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรดูกไก่ย่าน

สิงหาคม 23, 2019 Sharee 0

สมุนไพรดูกไก่ย่าน

สมุนไพรดูกไก่ย่าน

ดูกไก่ย่าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Hedyotis capitellata Wall. ex G.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Oldenlandia capitellata (Wall. ex G.Don) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

สมุนไพรดูกไก่ย่าน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำลังหัวละมาน เครือเขาขื่น (เชียงใหม่), เครือมุ้งกระต่าย (หนองคาย), ขมิ้นไม้ (จันทบุรี), ย่านตะครองแห้ง (ปัตตานี), ย่านเบื้องถ้วย (นราธิวาส), ตองแห้ง (ภาคใต้), ลิกามาโก๊ะ (มาเลย์-นราธิวาส), มึฉะแอว (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของดูกไก่ย่าน
ต้นดูกไก่ย่าน จัดเป็นไม้ล้มลุกรอเลื้อย มีอายุหลายปี ยาวประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นสันสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านมาก ตามลำต้นและใบมีขนนุ่มสีเหลือง พบขึ้นบริเวณที่โล่งในป่าผลัดใบ

ใบดูกไก่ย่าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ผิวใบเรียบ มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอกดูกไก่ย่าน ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนง โดยจะออกที่บริเวณซอกใบและที่ปลายกิ่ง ก้านสั้น ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด แฉกกลีบตั้งตรง กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลือง เชื่อมกันเป็นหลอด แฉกกลีบมีลักษณะม้วนออกด้านนอก ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม

ผลดูกไก่ย่าน ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กลับ แตกตามพูหรือตามตะเข็บเป็น 2 ฝา                    บาคาร่า
สรรพคุณของดูกไก่ย่าน
ตำรายาไทยจะใช้รากเข้ายาบำรุงกำลัง (ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคธาตุพิการ (ราก)
ใช้เป็นยาแก้อาการมึนเวียนศีรษะ (ราก)
ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ป่า (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด (ราก)
เครือนำมาทุบแล้วคั้นเอาน้ำ ใช้เป็นยาทารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกแล้วพันผ้าไว้ (เครือ)
ใบใช้ตำพอกแผลสดลดการอักเสบจากพิษงูกัด แผลฟกบวม (ใบ)
ใบใช้ตำพอกโรคบวมตามข้อและกล้ามเนื้อ โรคปวดเอว กระดูกหัก กระดูกแตก (ใบ)
ชาวเขาเผ่าแม้วจะใช้ดูกไก่ย่านทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำอาบหรืออบไอน้ำบรรเทาอาการชามือ ชาเท้า หรืออัมพาต (ทั้งต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรรสสุคนธ์แดง

สิงหาคม 23, 2019 Sharee 0

 สมุนไพรรสสุคนธ์แดง
สมุนไพรรสสุคนธ์แดง

รสสุคนธ์แดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Tetracera indica (Christm. & Panz.) Merr. จัดอยู่ในวงศ์ส้าน (DILLENIACEAE)

สมุนไพรรสสุคนธ์แดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า อรคนธ์ (กรุงเทพฯ), เครือปด (ชุมพร), ย่านเปล้า (ตรัง), ปดลื่น (ยะลา, ปัตตานี), เถาอรคนธ์ (ภาคกลาง), ย่านปด (ภาคใต้), อุเบ๊ะสะปัลละเมเยาะ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

ลักษณะของรสสุคนธ์แดง
ต้นรสสุคนธ์แดง จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกลถึง 10 เมตร เถาเป็นสีน้ำตาลแดง เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดบาง ๆ ส่วนเถาอ่อนเป็นสีน้ำตาลอมเขียว มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าละเมาะทางภาคใต้ ที่ระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการปักชำกิ่ง ชอบดินร่วน น้ำปานกลาง และแสงแดดจัด

ใบรสสุคนธ์แดง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ ผิวใบสากคาย มีขนตามเส้นใบด้านล่าง ก้านใบสั้นสีแดง ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ดอกรสสุคนธ์แดง ออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนงตามปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีดอกย่อยประมาณ 3-8 ดอก ดอกมีขนาดประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นหอมเย็น มีกลีบเลี้ยงหนาสีเขียวอมแดง 4 กลีบ กว้างประมาณ 7-9 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ไม่มีขน ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีขาวอมชมพู มี 4-5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 6-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 12-15 มิลลิเมตร กลีบดอกหลุดร่วงได้ง่าย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก โผล่พ้นกลีบดอก ปลายก้านชูอับเรณูเป็นสีแดง ส่วนโคนก้านเป็นสีขาว รังไข่มี 3-4 คาร์เพล ด้านหลังมีขนแข็งขึ้นประปราย สามารถออกดอกได้เกือบทั้งตลอดทั้งปี ดอกแต่ละช่อจะทยอยบาน ดอกบานวันเดียวก็โรย ส่งกลิ่นหอมแรงในช่วงเวลากลางวัน

ผลรสสุคนธ์แดง ออกผลเป็นกลุ่ม ๆ ประมาณ 3-4 ผล ผลเป็นผลแบบแคปซูลแห้งแตกเป็นแนวตะเข็บด้านเดียว มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลไว้เกือบหมด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผลเป็นสีส้มถึงแดง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร ปลายผลมีจะงอยแหลมยาวประมาณ 2-6 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด หรือมากกว่า เมล็ดเป็นสีดำลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงสด ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ที่ฐานเป็นชายครุย

สรรพคุณของรสสุคนธ์แดง
ตำรับยาบำรุงกำลังจะใช้รสสุคนธ์แดงทั้งต้น นำมาผสมกับต้นเส้ง เปลือกต้นทุเรียน (เลือกเอาเฉพาะส่วนที่สูงจากเอวขึ้นไป) นำมาตำสด ๆ คั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนดื่ม รสจะออกฝาด หรือจะตำแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำมาแช่ในเหล้าขาว ใช้จิบกินทีละน้อยก็ได้ (ทั้งต้น)
ตำรายาไทยจะใช้ดอกรสสุคนธ์แดงเข้ายาหอมบำรุงหัวใจ แก้ลม โดยมักใช้คู่กับรสสุคนธ์ขาว (ดอก)
ต้นนำมาต้มเอาน้ำใช้อมกลั้วรักษาแผลในปาก ส่วนในประเทศอินเดียจะใช้เป็นยาภายนอกบ้วนรักษาแผลร้อนในปาก (ต้น)  บาคาร่า

ต้นนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการตกเลือดภายในปอด (ต้น)
ตำรายาพื้นบ้านภาคใต้จะใช้รากรสสุคนธ์แดงนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)
ใบและรากใช้ตำพอกผิวหนังแก้ผื่นคัน (ใบและราก)
ยอดอ่อนใช้เป็นยาพอกรักษางูกัด (ยอดอ่อน)
ตำรับยาแก้อาการบวม แก้ฝี ซึ่งเป็นตำรับยาพื้นบ้านของอีสานจะใช้ลำต้นหรือรากรสสุคนธ์แดง นำมาผสมกับหญ้างวงช้างทั้งต้น งวงตาล ผลมะพร้าว รากกะตังใบ รากลำเจียก รากส้มกุ้ง เหง้าสับปะรด เหง้ายาหัว ลำต้นเครือพลูช้าง ลำต้นหรือรากเถาคันขาว ลำต้นก้อม ลำต้นไผ่ป่า ลำต้นไผ่ตง ลำต้นโพ ลำต้นรักดำ ลำต้นหนามพรม ลำต้นอ้อยแดง เปลือกต้นกัดลิ้น เปลือกต้นมะม่วง และเปลือกต้นสะแกแสง นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ต้น, ราก)
ส่วนในหนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทยของ ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม ได้ระบุถึงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “เชือกเขาไฟ” ซึ่งมีชื่อท้องถิ่นเหมือนต้นรสสุคนธ์แดงว่า ย่างปด, ย่างทราย, ฮางฮ้อน, ไม้ไฟ, เชือดเขาไฟ (ไทย) ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่ารสสุคนธ์แดงกับเชือกเขาไฟนั้นเป็นพรรณไม้ชนิดเดียวกันหรือไม่ โดยในตำรานั้นระบุว่า เนื้อไม้เชือกเขาไฟมีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการกระสับกระส่าย แก้แน่น จุกเสียด ใช้เป็นยารักษาลม ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ รักษาเสมหะ และมีข้อบ่งใช้ว่าห้ามนำเนื้อไม้ชนิดนี้มาทำเป็นคานหาบสิ่งของ เพราะเป็นไม้เนื้อร้อน และอย่าให้ยางของพืชชนิดนี้เข้าตา เพราะจะเป็นยาพิษกัดเยื่อตา (เนื้อไม้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรช้าแป้น

สิงหาคม 21, 2019 Sharee 0

สมุนไพรชาแป้น

สมุนไพรช้าแป้น

ช้าแป้น ชื่อวิทยาศาสตร์ Callicarpa arborea Roxb. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

สมุนไพรช้าแป้น มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผ้า (เชียงใหม่), สักขี้ไก่ (ลำปาง), เตน (เลย), เสี้ยม (จันทบุรี), ทับแป้ง (สระบุรี), หูควายใหญ่ (ชุมพร), หูควายขาว (สุราษฎร์ธานี), หูควาย (ตรัง), กะตอกช้าง ตาโมงปะสี (ยะลา), ฝ้า ฝ้าขาว พ่าขาว หูควาย (ภาคเหนือ), ผ้า (ภาคกลาง), ผ้าลาย (ภาคใต้), กะตอกช้าง ตาโมงปะสี ขลุ่ย (กะเหรี่ยง เชียงใหม่), เปอควุย และทุ่ง (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน), ดือดะดาปู (มลายู นราธิวาส) เป็นต้น

หมายเหตุ : ต้นช้าแป้นที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นคนละชนิดกับต้นช้าแป้นที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum erianthum D. Don อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเรื่อง มะเขือดง            บาคาร่า

ลักษณะของช้าแป้น

ต้นช้าแป้น จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงได้ประมาณ 4-12 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างเป็นเหลี่ยมสี่มุม มีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเทา เปลือกต้นขรุขระมีรอยแตกเป็นร่อง ๆ ตามส่วนต่าง ๆ ที่ยังอ่อนจะมีขนสั้นสีเทาหรือสีเหลืองขึ้นปกคลุม เนื้อไม้เป็นสีขาว ค่อนข้างอ่อนและเบา ขัดให้เป็นเงาได้ง่าย ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม และเป็นผลในช่วงปลายฤดูฝน มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียตะวันออกถึงมาเลเซียและสุมาตรา พบขึ้นทั่วไปตามป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งบนเขา ที่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร

ใบช้าแป้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ลักษณะของใบเป็นรูปวงรี รูปวงรีแกมขอบขนาน หรือเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบหรือหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-30 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขน เส้นแขนงใบมีประมาณ 8-12 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร

ดอกช้าแป้น ออกดอกเป็นช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบ ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีม่วง กลีบดอกเป็นสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 4 กลีบ ขนาด 3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรองดอกปลายเกือบเป็นเส้นตรง ขนาดประมาณ 15 มิลลิเมตร

ผลช้าแป้น ผลเป็นผลสดขนาดเล็ก ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ผิวผลเรียบ ผลเป็นสีม่วง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของช้าแป้น
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้แก่นช้าแป้น ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกรวม 35 ชนิด แล้วนำมาฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูหรือสุกใส (แก่น)
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เปลือกต้นช้าแป้น นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง และนั่งแช่รักษาอัมพาตระยะที่เพิ่งเป็นใหม่ ๆ (เปลือกต้น)
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณตามคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรพื้นถิ่นว่าช้าแป้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้แสลงในอาหาร (พ่อหมอสนธิ พวงโพธิ์พันธุ์), แก้ปากเปื่อยและร้อนใน (พ่อหมอบุญนาค เทพชมพู) (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรจิกทะเล ต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม

สิงหาคม 18, 2019 Sharee 0

สมุนไพรจิกทะเล

สมุนไพรจิกทะเล

สมุนไพรจิกทะเล จิกทะเล ชื่อสามัญ Fish Poison Tree, Putat, Sea Poison Tree

จิกทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Barringtonia asiatica (L.) Kurz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Agasta asiatica (L.) Miers, Agasta indica Miers, Barringtonia butonica J.R.Forst. & G.Forst., Barringtonia speciosa J.R.Forst. & G.Forst., Mammea asiatica L., Michelia asiatica (L.) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์จิก (LECYTHIDACEAE หรือ BARRINGTONIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จิกเล โดนเล (ภาคใต้), อามุง (มาเล-นราธิวาส) เป็นต้น

ข้อควรรู้ ! : ต้นจิกทะเล เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม                                                                                                            บาคาร่า

ลักษณะของจิกทะเล
ต้นจิกทะเล จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ มีความสูงได้ประมาณ 7-20 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกที่เรือนยอดของลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบแตกกิ่งต่ำ ซึ่งเป็นกิ่งที่มีขนาดใหญ่จะมีรอยแผลอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นรอยแผลที่เกิดจากใบที่ร่วงหล่นไป เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลตาลหรือเทา แตกเป็นร่องตามแนวยาวและมีช่องระบายอากาศด้วย ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ๆ เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือแพร่พันธุ์โดยที่ผลลอยไปตามน้ำ มีอัตราการเจริญเติบโตปานกลางถึงเร็ว ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง และแสงแดดแบบเต็มวัน มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่มาดากัสการ์ อินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ภูมิภาคมาเลเซียรวมถึงฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงทางภาคเหนือของออสเตรเลีย และในหมู่เกาะโพลีนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นมากตามป่าชายหาดของฝั่งทะเลและตามเกาะที่ยังไม่ถูกรบกวนทางภาคใต้

ใบจิกทะเล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบมนเว้า โคนใบสอบเข้าหาก้านใบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-18 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-38 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมันวาวด้านบน เส้นแขนงใบมีข้างละ 12-14 เส้น นูนทั้งสองด้าน ก้านไม่มีหรือก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร

ดอกจิกทะเล ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามส่วนยอดของลำต้น ตั้งตรง ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 7-8 ดอก ช่อดอกยาวประมาณ 2-15 เซนติเมตร แกนช่อหนา ดอกเป็นสีขาวและมีกลิ่นหอม เกล็ดหุ้มยอดเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร มีใบประดับเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร ใบประดับย่อยมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ฐานรองดอกเป็นรูปกรวยสั้น ๆ ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงติดกันตาดอก บานแยกออกเป็น 2 ส่วนไม่เท่ากัน ลักษณะเป็นรูปรี ติดทน ยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่ง ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาวอมชมพูมี 4 กลีบ ติดที่โคนหลอดเกสรเพศผู้ กลีบเป็นรูปรี ปลายกลีบมน ขอบมักม้วนเข้า ยาวประมาณ 4.5-6.5 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เรียงเป็น 6 วง ยาวได้ประมาณ 9.5 เซนติเมตร วงในเป็นหมัน ยาวประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร โคนก้านเกสรติดกันเป็นหลอด ยาวได้ประมาณ 1.5 เซนติเมตร จานฐานดอกเป็นวง ขอบหยักมน สูงได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มี 4 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุลประมาณ 2-6 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียเป็นรูปแถบ ยาวได้ประมาณ 10-11 เซนติเมตร ยอดเกสรเป็นตุ่มมน ๆ ขนาดเล็ก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 10-12 เซนติเมตร ดอกจะบานในช่วงเวลากลางคืน และจะโรยในช่วงเวลากลางวัน โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

ผลจิกทะเล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปพีระมิดสี่เหลี่ยม ตรงโคนผลจะเว้า ผลเป็นสีเขียวและเป็นมัน ผลเมื่อโตจะมีขนาดกว้างประมาณ 8.5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8.5-11 เซนติเมตร ผนังผลเป็นเส้นใยมีกากเหนียวหุ้มหนาคล้ายฟองน้ำ ทำให้ลอยน้ำได้คล้ายผลมะพร้าว ส่วนผนังผลด้านในแข็ง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร (เมล็ดจิกทะเลมี fixed oil ได้แก่ olein, palmitin, glycoside barringtonin 3.27%, baringronin, hydrocyanic acid, saponin)

สรรพคุณของจิกทะเล
ใบ ผล และเปลือก ใช้เป็นยารักษาบรรเทาอาการปวดศีรษะ (ใบ, เปลือก, ผล)
เปลือกผลหรือเนื้อของผล เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่ช่วยให้คนที่นอนไม่หลับนอนหลับได้ ถ้ารับประทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้นอนหลับสบาย (เปลือกผล, เนื้อผล)
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิออกจากร่างกาย (เมล็ด)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรคำเตี้ย

สิงหาคม 17, 2019 Sharee 0

สมุนไพรคำเตี้ย

สมุนไพรคำเตี้ย

คำเตี้ย ชื่อวิทยาศาสตร์ Polygala chinensis L. จัดอยู่ในวงศ์ต่างไก่ป่า (POLYGALACEAE)                     บาคาร่า

สมุนไพรคำเตี้ย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มักกำ (เชียงใหม่), ม้าอีก่ำ ม้าอีก่ำแดง (อุบลราชธานี), ถั่วสลัม, ปีกไก่ดำ, ม้าแม่ก่ำ, หญ้ารากหอม, เนียมนกเขา, เตอะสิต่อสู่, หญ้าปีกไก่ดำ เป็นต้น

ลักษณะของคำเตี้ย
ต้นคำเตี้ย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุเพียงฤดูเดียว มีความสูงของต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะต้นตรงหรือทอดเลื้อยและชูยอดขึ้น ตรงปลายกิ่งเป็นเหลี่ยม ลำต้นกลมและมีขนขึ้นปกคลุม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7-2.5 เซนติเมตร รากมีกลิ่นหอม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าสน และบริเวณที่โล่งในป่าดิบแล้ง

ใบคำเตี้ย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมไข่กลับถึงรูปใบหอกปลายใบมน เรียวแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มและรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวหรือออกม่วง ก้านใบยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร

ดอกคำเตี้ย ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกเป็นกระจุกสั้น ๆ ตามซอกใบ ยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ดอกย่อยมีประมาณ 5-16 ดอก กลีบดอกเป็นสีขาวครีม มี 3 กลีบ เชื่อมกันที่ฐาน กลีบดอกมีลักษณะคล้ายรูปดอกถั่ว สีขาว โคนกลีบเป็นสีเขียว กลีบบนมี 2 กลีบ ลักษณะเป็นรูปช้อนหรือรูปสามเหลี่ยม ส่วนกลีบล่างมี 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปเกือบมน มีรยางค์คล้ายแปรง ดอกมีเกสรเพศผู้ 8 อัน ติดกับกลีบดอก ไม่มีจานฐานดอก เกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ ขอบเป็นขนครุย มี 2 คาร์เพล ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวมี 4 อัน แยกกัน มี 2 ชั้น มีขนที่ขอบกลีบเลี้ยง กลีบคู่ล่างมี 2 กลีบ คล้ายกลีบดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

ผลคำเตี้ย ผลเป็นผลแห้งแตกแบบแคปซูล ลักษณะแบน มีกลีบเลี้ยงติดทน ภายในมีเมล็ดสีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ด เมล็ดมีเยื่อที่ขั้ว

สรรพคุณของคำเตี้ย
ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้ทั้งต้นคำเตี้ย นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ร่างกายทรุดโทรม (ทั้งต้น)หรือจะใช้รากนำมาต้มหรือดองกับเหล้ากินก็ได้ โดยอาจใส่น้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อทำให้กินได้ง่ายขึ้น แต่การดองควรนำไปตากแห้งก่อน (ราก)
คำเตี้ยหรือม้าแม่ก่ำจัดว่าเป็นยาม้าของคนไทยใหญ่เลยก็ว่าได้ โดยเชื่อว่าถ้าถอนรากมาต้มกินติดต่อกันอย่างน้อย 10 วัน จะช่วยบำรุงกายได้ดีมาก เดินขึ้นเขาได้สบาย ไม่เหน็ดเหนื่อย หมอยาไทใหญ่ยังบอกว่า กินยานี้แล้วจะช่วยทำให้หลับสบาย คลายเครียด เพิ่มกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้เลือดไหลเวียนดี ดังนั้นในตำรับยาบำรุงกำลังของหมอยาไทใหญ่จึงมักมีม้าแม่ก่ำหรือคำเตี้ยอยู่ด้วยเสมอ โดยจะใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือใช้ผสมกับยาบำรุงกำลังอื่น ๆ ในตำรับก็ได้ ใช้ได้ทั้งการต้มและดองกับเหล้ากิน เช่น พ่อสายแดดจะมีตำรับยากำลังม้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย คำเตี้ย ม้าสามต๋อน และตานคอม้า ใช้ต้มกินเป็นประจำเพื่อบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ปวดเมื่อย ร่างกายทรุดโทรม และช่วยกำจัดโรคภัยทุกชนิด (ราก, ทั้งต้น)

ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้หวัด (ทั้งต้น)
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ ไอหนัก ๆ ช่วยขับเสมหะเหนียวข้นให้ออกมาได้โดยง่าย (ราก, ทั้งต้น)
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาอาการหอบหืด (ราก, ทั้งต้น)
ตำรับยาแก้หัวใจอ่อน ท้อแท้ และหมดเรี่ยวแรง จะใช้รากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) และรากพวงพี (พนมสวรรค์) นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
ตำรับยาแก้ฝีในท้องจะใช้รากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) รากเข็มขาว และรากเข็มแดง นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ผสมกับลำต้นม้ากระทืบโรง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลังทางเพศ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ผสมกับน้ำมันงา นำมานวดเส้น (ทั้งต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)
ต้นคำเตี้ยเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยารักษามะเร็งของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ซึ่งในตำรับยาจะเรียกว่า หญ้าปีกไก่ดำหรือม้าอีก่ำ โดยส่วนประกอบทั้งหมดของยาตำรับนี้ ได้แก่ คำเตี้ยหรือปีกไก่ดำ (Polygala chinensis L.), เหง้าพุทธรักษา (Canna indica Linn), ไฟเดือนห้า (Ludwigia hyssopifolia (G.Don) well), พญายอ (Clinacanthus nutan Lindl.), เหงือกปลาหมอ (Acanthus ebracteatus), แพงพวยฝรั่ง (Catharanthus roseus CL.), ข้าวเย็นเหนือ (Smilax corbularia Kunth C) และข้าวเย็นใต้ (Smilax glabra)
คำเตี้ยหรือม้าแม่ก่ำจัดอยู่ในเภสัชตำรับของอินเดีย ปากีสถาน ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Indian Senega และมีชื่อจีนว่า Yuan Zhi โดยจัดเป็นหนึ่งใน 50 สมุนไพรที่จีนใช้มากที่สุด มีสรรพคุณเด่นคือการเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง ใช้รักษาความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น หลงลืมง่าย อารมณ์แปรปรวน เครียด กังวล นอนไม่หลับ หวัดไอที่มีเสมหะเหนียวข้น หอบหืด แผล ฝี หนอง น้ำร้อนลวก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรโคคา

สิงหาคม 17, 2019 Sharee 0

สมุนไพรโคคา

สมุนไพรโคคา

โคคา ชื่อสามัญ Coca, Huanace Coca, Truxillo Coca
โคคา ชื่อวิทยาศาสตร์ Erythroxylum coca Lam. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Erythroxylum truxillense Rusby) จัดอยู่ในวงศ์โคคา (ERYTHROXYLACEAE)

สมุนไพรโคคา มีชื่อเรียกอื่น ๆ โกโก้ โคโค่ โคค่า (ไทย) เป็นต้น         บาคาร่า

ลักษณะของโคคา
ต้นโคคา จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร มีรากหยั่งลึก กิ่งเป็นสีน้ำตาลแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศเปรู บราซิล ชิลี เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และโบลิเวีย

ใบโคคา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเว้าตื้น ปลายมักมีติ่งแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ใบมีขนาดยาวประมาณ 2.5-11 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียว แผ่นใบมีเส้นผ่านเส้นร่างแหข้างละ 1 เส้นของเส้นกลางใบจากโคนจรดปลายใบ เห็นชัดเจนด้านล่างของแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 3-6 มิลลิเมตร

ดอกโคคา ออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุกตามซอกใบ ก้านดอกขยายในผล ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองนวล มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบมีขนาดเล็ก ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน เชื่อมติดกันเป็นเส้าเกสร สั้นกว่ากลีบเลี้ยง ก้านชูอับเรณูมีอันยาว 5 อัน และอันสั้น 5 อัน ส่วนเกสรเพศเมียมี 3 อัน ก้านเชื่อมติดกัน ยาวกว่าหรือสั้นกว่าเกสรเพศผู้

ผลโคคา ผลเป็นผลสด มีผนังชั้นในแข็ง ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร มีเกสรเพศเมียติดทน ผลเป็นสีเหลืองอมเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในผลนั้นมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด

สรรพคุณของโคคา
ชาวพื้นเมืองของเปรู โบลิเวีย และชาวพื้นเมืองของทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอาร์เจนตินาจะใช้ใบโคคาสด ๆ นำมาเคี้ยว ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และใช้เป็นยาบำรุง (ใบ)
โคคาถือว่าเป็นพืชมีพิษ เนื่องจากใบมีสาร crystalline tropane alkaloid (benzoylmethylecgonine) ซึ่งเป็นหนึ่งในประมาณ 12 สารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากใบ มีฤทธิ์เป็นสารกระตุ้นมีผลต่อระบบประสาทและระงับความต้องการของร่างกาย หรือเรียกว่า โคเคน (cocaine) ทำให้ผู้ได้รับสารชนิดนี้รู้สึกมีความสุขและมีพลังงานเพิ่มอย่างสูงในระยะเวลาสั้น ๆ โดยถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ของประเทศไทย ผู้ที่เสพจะมีอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ซึมเศร้า และมีโทษทำให้เกิดอาการชักและมีเลือดออกในสมอง ทำให้เป็นอัมพาต หัวใจล้มเหลว และทำให้เกิดอาการโรคซึมเศร้า ในทางการแพทย์จึงใช้คุณสมบัตินี้เป็นยาชาเฉพาะที่ (ใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรเขยตาย

สิงหาคม 15, 2019 Sharee 0

สมุนไพรเขยตาย

สมุนไพรเขยตาย

เขยตาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Glycosmis arborea (Roxb.) DC.) จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)   สมุนไพรเขยตาย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ส้มชื่น ศรีชมชื่น น้ำข้าวต้น พิษนาคราช พุทธรักษา (สุโขทัย), ประยงค์ใหญ่ (กรุงเทพฯ), กระรอกน้ำ กระรอกน้ำข้าว (ชลบุรี), มันหมู (ประจวบคีรีขันธ์), เขนทะ ส้มชื่น (ภาคเหนือ), ส้มชื่น (ภาคอีสาน), กระโรกน้ำข้าว เขยตายแม่ยายชักลาก ลูกเขยตาย น้ำข้าว (ภาคกลาง), เขยตายแม่ยายชักปรก ลูกเขยตาย ลูกเขยตายแม่ยายทำศพ ต้มชมชื่น น้ำข้าว โรคน้ำเข้า หญ้ายาง (ภาคใต้), ชมชื่น เขยตายแม่ยายปรก ลูกเขยตายแม่ยายทำศพ ตาระเป (บางภาคเรียก), ต้นเขยตาย (ตามตำรายาเรียก) เป็นต้น

ข้อควรรู้ : เหตุที่ได้ชื่อว่า “เขยตาย” นั้น สืบเนื่องมาจากมีตำนานเล่าว่า ลูกเขยกับแม่ยายไปทำไร่บนเขาด้วยกัน ขากลับลูกเขยถูกงูกัดตาย แม่ยายจึงตัดต้นไม้มาคลุมร่างเอาไว้กันอุจาด แล้วจึงไปตามคนในหมู่ เมื่อกลับไปที่เกิดเหตุก็พบว่าลูกเขยฟื้นขึ้นมาแล้ว เนื่องจากต้นไม้ที่แม่ยายชักปรกไว้นั้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษ               บาคาร่า

ลักษณะของเขยตาย
ต้นเขยตาย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำตั้งแต่โคนต้นเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมเทา ผิวลำต้นตกกระเป็นวงสีขาว ใบออกดกทึบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ เป็นพืชในเขตร้อนของทวีปเอเชียและออสเตรเลีย พบได้ในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ประเทศในแถบคาบสมุทรอินโดจีน สุมาตราและชวา ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ตามชายป่าและหมู่บ้าน

ใบเขยตาย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับตรงข้ามหรือกึ่งตรงข้าม มีใบย่อยประมาณ 3-5 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมถึงกลม โคนใบสอบเรียว ส่วนขอบใบเรียบหรือมีรอยจักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-14 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านมีจุดต่อม หลังใบเรียบลื่นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีอ่อนกว่า ใบด้านบน ๆ จะมีสีแดงที่ฐาน

ดอกเขยตาย ออกดอกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงหรือออกเป็นกระจุกประมาณ 12-15 ดอก ยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีขาว มีกลิ่นหอม โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นสีขาว มี 5 กลีบ ขนาด 4-5 x 2-2.5 มิลลิเมตร เรียงซ้อนกันเป็นวง ผิวมีต่อมจุด รูปไข่กลับ ส่วนกลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร รูปแหลมกึ่งรูปไข่ มีขนอ่อนที่ส่วนปลาย มีใบประดับหุ้ม โดยชั้นบนจะมี 5 กลีบใหญ่ และมีส่วนย่อยเล็ก ๆ หลายอัน มีต่อมซึ่งเป็นร่อง ส่วนก้านชูดอกสั้นมาก เกสรเพศเมียออกเรียงเป็นวง ตรงกลางแกนดอกมีเกสรเพศผู้เป็นแท่ง ส่วนรังไข่มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร เป็นรูปไข่ ดอกมีเกสรเพศผู้ 8-10 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

ผลเขยตาย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.18 เซนติเมตร ปลายผลแหลม ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูใส ฉ่ำน้ำ มีรสหวาน ภายในผลมีเมล็ดสีดำ 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลม เป็นลาย ติดผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคม

สรรพคุณของเขยตาย
ใบใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้เบาหวาน (ใบ)
รากมีรสเมาขื่นปร่า ใช้เป็นยาแก้ไข้กาฬ ไข้รากสาด และเป็นยาลดไข้ (ราก)
รากและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้ไข้ (ราก, ใบ)
รากและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคบิดท้องเดิน (ราก, ใบ)
ในบังกลาเทศจะใช้น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำตาล ใช้กินตอนท้องว่างเพื่อถ่ายพยาธิตัวกลม แก้ไข้ (ใบ)

เนื้อไม้ เปลือกต้น และราก มีสรรพคุณเป็นยาขับน้ำนม (เนื้อไม้, เปลือกต้น, ราก)
น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับน้ำตาลกินตอนท้องว่างเป็นยาแก้โรคตับ (ใบ)
เปลือกต้นมีรสเมาร้อน ใช้เป็นยาแก้ฝีทั้งภายในและภายนอก (เนื้อไม้, เปลือกต้น)
รากใช้ฝนทาแก้โรคผิวหนังพุพอง ทาแผลที่อักเสบ (ราก)
ใบนำมาบดผสมกับขิง ใช้รักษาผิวหนังอักเสบ เป็นตุ่มพุพอง หรือคันอักเสบ (ใบ)
รากใช้เป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษฝีทั้งภายในและภายนอก ใช้ฝนกับน้ำกินและทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู (จากงูที่มีพิษไม่รุนแรง) พิษตะขาบกัด พิษปลาดุกแทง ปลาแขยงปักมือ ฯลฯ หรือจะนำรากมาตำใส่น้ำมะนาวหรือเหล้าพอกทิ้งไว้สักครู่ก็ได้ อาการก็จะหาย (ราก) หรือใช้เปลือกต้นเป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษงูหรือพิษนาคราช แก้พิษต่าง ๆ แก้พิษไข้ (เปลือกต้น)
ใบนำมาขยี้หรือบดผสมกับเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์หรือน้ำมะนาว ใช้เป็นยาทารักษางูสวัด เริม ไฟลามทุ่ง ขยุ้มตีนหมา ลมพิษ (ใบ)
ตำรายาไทยจะใช้รากเป็นยาแก้ฝีที่นม ตัดรากฝีที่นม เกลื่อนฝีให้ยุบ ยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิด (ราก)
ดอกและผลมีรสเมาร้อน ใช้เป็นยาแก้หิด (ดอกและผล)
ข้อควรระวัง : ยางจากทุกส่วนของลำต้นมีฤทธิ์ทำให้อาเจียน เพ้อคลั่งและเสียชีวิตได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

สิงหาคม 14, 2019 Sharee 0

 

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน ขี้ไก่ย่าน ชื่อสามัญ Mile a minute, African mile a minute
ขี้ไก่ย่าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Mikania cordata (Burm.f.) B.L.Rob. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กย่าน (นราธิวาส), สาลาปุ๊ตูโงะ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

ลักษณะของขี้ไก่ย่าน
ต้นขี้ไก่ย่าน จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเลื้อย มักขึ้นเป็นพุ่มพันกันยุ่งขึ้นคลุมพืชอื่นค่อนข้างแน่น ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 7 เมตร มีขนเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มเล็กน้อย พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามชายป่า ตามสองข้างทาง และตามบริเวณป่านุ่น จัดเป็นวัชพืชที่เจริญได้ดีในเขตร้อน

ใบขี้ไก่ย่าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบค่อนข้างจักเป็นซี่ฟันหยาบ ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มกระจายทั้งสองด้าน ด้านล่างมีต่อมเล็กน้อย ก้านใบเรียวเล็ก ยาวได้ประมาณ 1-6 เซนติเมตร
ดอกขี้ไก่ย่าน ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ริ้วประดับบาง ค่อนข้างจะโปร่งใส กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเขียว ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก เกสรเพศผู้มี 5 อัน อับเรณูเป็นสีเทาอมน้ำเงินอ่อนหรือเป็นสีดำอมเทา เกสรเพศเมียมีท่อเป็นสีขาว ปลายบิดโค้งแยกเป็น 2 แฉก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ผลขี้ไก่ย่าน ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนานแคบ ยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร ผลมีต่อมรยางค์แข็งจำนวนมาก ผลอ่อนเป็นสีขาว ถ้าแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม        บาคาร่า

สรรพคุณของขี้ไก่ย่าน 
ใบใช้ตำพอกตามบาดแผลหรือแผลบวม (ใบ)
ใบใช้ตำพอกรักษาโรคหิด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรขางคันนา

สิงหาคม 12, 2019 Sharee 0

สมุนไพรขางคันนา

สมุนไพรขางคันนา

ขางคันนา ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmodium heterocarpon var. strigosum Meeuwen จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)
สมุนไพรขางคันนา มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขางคันนาแดง (เชียงใหม่), หญ้าตืดหมา (ลำปาง), อีเหนียวใหญ่ (ชัยภูมิ), พึงฮวย (ชุมพร), เส่งช้างโชก (กะเหรี่ยง ลำปาง) เป็นต้น                    บาคาร่า

ลักษณะของขางคันนา
ต้นขางคันนา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ลำต้นมีลักษณะตั้งกึ่งตั้งและกึ่งตั้งกึ่งเลื้อยถึงกึ่งแผ่ปกคลุมดิน มีความสูงได้ประมาณ 50-175 เซนติเมตร หรืออาจสูงได้ถึง 2 เมตร ลำต้นนั้นเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนที่ถูกแสงแดดมักเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม ส่วนด้านล่างที่ไม่ถูกแสงจะเป็นสีเขียวอ่อน ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.8-5.2 มิลลิเมตร มีขนสีขาวขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น พบขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส นครราชสีมา กาญจนบุรี อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ และขอนแก่น ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 76-892 เมตร

ใบขางคันนา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยบนสุดจะเป็นรูปไข่กลับหรือรูปไข่กลับแกมใบหอก ส่วนใบย่อยด้านข้างจะเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่กลับ โดยใบบนสุดจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.6-2.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร ส่วนใบด้านข้างจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.1-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวถึงค่อนข้างจะเขียวเข้ม หลังใบมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมหนาแน่น (แต่ขนจะสั้นกว่าชนิด Desmodium styracifolium) ส่วนด้านหน้าใบนั้นไม่มีขน แต่พบได้ในบางสายพันธุ์ที่จะมีขนเล็ก ๆ ขึ้นกระจายอยู่ตามเส้นใบและแผ่นใบด้านหน้า ก้านใบยาวประมาณ 1.4-2.2 เซนติเมตร หูใบเป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลแดงเข้ม

ดอกขางคันนา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดตามซอกใบ ช่อดอกยาวประมาณ 4.3-5.8 เซนติเมตร มีดอกย่อยประมาณ 43-90 ดอก การออกดอกจะเป็นแบบ Indeterminate กลีบดอกเป็นสีม่วงหรือสีม่วงปนสีขาวนวล มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว อับเรณูเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล ก้านอับเรณูเป็นสีแดง เกสรเพศเมียเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล ส่วนก้านเกสรเพศเมียเป็นสีเขียว

ผลขางคันนา ผลมีลักษณะเป็นฝักยาว ยาวประมาณ 1.3-3 เซนติเมตร มีขนและคอดหักเป็นข้อ ๆ แตกออกได้ตามตะเข็บล่าง ในแต่ละฝักจะมีเมล็ดประมาณ 4-9 เมล็ด บางช่อดอกย่อยฝักจะมีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ออกดอกติดเมล็ดได้ดีมาก โดยจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่จะออกดอกมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน

สรรพคุณของขางคันนา
ตำรายาไทยระบุว่า สมุนไพรขางคันนามีรสเมาเฝื่อน มีสรรพคุณเป็นยาแก้เด็กตัวร้อน ดับพิษตานซาง แก้กาฬมูตร (ลำต้นและใบ)
ใช้เป็นยาแก้โรคลำไส้ ใช้ขับพยาธิได้ทุกชนิด และเป็นยาขับปัสสาวะ (ลำต้นและใบ)
ยาพื้นบ้านจะใช้รากขางคันนา นำมาผสมกับรากมะเดื่อดิน และผงปวกหาด ใช้ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง เป็นยาถ่ายพยาธิ (ราก)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบและลำต้นขางคันนา นำมาต้มกับน้ำอาบเป็นยาแก้บวมพอง (ลำต้นและใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

1 2 3 11