กรดน้ำ

กรดน้ำ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกรดน้ำ 37 ข้อ !

กรดน้ำ  จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร เป็นพุ่ม แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว

กรดน้ำ  ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำ

สรรพคุณของกรดน้ำ
ใบมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ)[1],[3] ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (ต้น)[5], ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยเจริญไฟธาตุ (ดอก)[5]
ชาวปะหล่องจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบแก้อาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)[7]
ต้นและใบใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน โดยใช้ลำต้นและใบสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ต้นและใบ)[5],[6] ส่วนบางตำราก็ระบุด้วยว่า ส่วนของรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคเบาหวานได้เช่นกัน (ราก)[1]
ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน ขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ และลำไส้ใหญ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส และช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)[4]
ยาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น)[1],[2],[3] หากเด็กเป็นไข้ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำและน้ำตาลพอให้มีรสชาติ แล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)[3] นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่าต้นมีสรรพคุณแก้พิษไข้ ส่วนรากมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวเย็น เลือดเป็นพิษ[5]

กรดน้ำ
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)[2]
ใช้เป็นยาแก้ไอ (ต้น, ใบ)[1],[3] ด้วยการใช้ลำต้นกรดน้ำสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน (ต้น)[3],[4] หรือถ้าเป็นหวัดและไอ ให้ใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, สะระแหน่ 10 กรัม และพลูคาวอีก 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)[4]
ต้นใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ต้น)[3]
รากมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ราก)[1],[3],[5]
ต้นมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย (ต้น)[1] ส่วนอีกตำราว่าใช้ผลเป็นยาแก้เหงือกบวม (ผล)[5]
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน (ใบ)[1],[3]
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ เสียงแหบ (ราก)[2] หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รับประทานเป็นยาแก้เจ็บคอก็ได้ (ต้น)[3],[4]
ใบใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)[1],[4]
รากใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจอ่อน (ราก)[7]
ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ (ต้น)[1],[3],[4] หากลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ให้ใช้ลำต้นขนาดประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)[3]
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ (ราก)[1],[5] ชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง จะใช้ราก ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหาร (ราก, ทั้งต้น)[2]
ยาชงจากใบใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ (ใบ)[6]
ตำรายารักษาบิดติดเชื้อ จะใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, หยางถีเฉ่า 30 กรัม และข้าวเก่าประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำ รับประทานวันละ 1 เทียบ (ต้น)[4]
ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด (ต้น, ใบ, ราก)[1],[3],[5]
ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ราก)[1],[5]
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ผล)[1]
ใบใช้เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี (ใบ)[1],[3],[5]
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)[1],[3],[5] ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ขัดเบา (ต้น[3], ใบ[1]) ในฟิลิปปินส์จะดื่มน้ำต้มจากรากเป็นยาแก้ขัดเบา (ราก)[6] หรือหากมีอาการปัสสาวะขัดให้ใช้ลำต้นประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำกินก็ได้ (ต้น)[3]
ต้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ (ต้น)[1],[3],[4]
ใช้เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ (ทั้งต้น)[4]
ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก แผลเรื้อรัง และช่วยห้ามเลือด (ใบ)[2] ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนคนเมืองจะใช้ทั้งต้นนำไปต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสดเพื่อช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น (ทั้งต้น)[7]
ใช้เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการใช้ลำต้นที่สด ๆ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน (ต้น, ราก)[1],[3],[4] ส่วนชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบรักษาผื่นคัน ซึ่งใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)[7]
ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง (ทั้งต้น)[4]
ใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ใบ, ดอก, ผล)[5]
ช่วยลดอาการเป็นหัด เมื่อเป็นหัดให้ใช้ลำต้นสดนำมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน (ต้น)[3]
รากใช้ต้มกับน้ำอาบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ (ราก)[2]
ผลใช้เป็นยาแก้ปวด (ผล)[5]
ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก, ต้น, ใบ)[5]
ใช้เป็นยารักษาอาการเท้าบวม ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร ใช้กินทุกเช้าและเย็นหลังอาหาร[3] ส่วนอีกตำราว่าให้กินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง[4] (ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด เป็นยาแก้อาการปวดข้อ (ราก)[7]
ใช้ต้นสด 1 กำมือ นำมาต้มกินหลังคลอด จะช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี (ต้น)[8]

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*