No Image

กาฝากมะม่วงสรรพคุณที่คุณต้องทึ่ง

สิงหาคม 31, 2019 Sharee 0

กาฝากมะม่วงสรรพคุณที่คุณต้องทึ่ง

กาฝากมะม่วงสรรพคุณที่คุณต้องทึ่ง

กาฝากมะม่วงสรรพคุณที่คุณต้องทึ่ง กาฝากมะม่วง เป็นไม้พุ่มจำพวกกาฝากอาศัยเกาะต้นไม้อื่น มีเนื้อไม้แข็ง
ใบกาฝากมะม่วง เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนกัน หรือบางครั้งออกตรงข้าม ตัวใบรูปไข่หรือรูปรี โคนใบเรียวปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเกลี้ยงสีเขียวทั้งสองด้าน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง กรอบ ฉีกขาดง่าย
ดอกกาฝากมะม่วง ออกเป็นช่อสั้น ตามซอกใบ ดอกเล็กสีเหลืองแกวเขียวหรือส้มแดง กลีบดอกมี 5 กลีบ
ผลกาฝากมะม่วง รูปไข่ปลายตัดสีส้ม เมื่อสุกสีแดงอมชมพู เมล็ดเดี่ยว มีเยื่อหุ้มเมล็ดเหนียวใส
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ทั้งต้น, กิ่งและใบ, ต้น

สรรพคุณ                                                                                                                                                                                                             บาคาร่า
ราก ขับฟอกโลหิต ลดความดันโลหิตสูง
ต้น, ใบ แก้โรคปัสสาวะพิการ แก้ลม ประสาทมึนงงในสมอง แก้ความดันโลหิตสูง ขับระดูขาว
ทั้งต้น ลดความดันโลหิตสูง รักษาแผล สมานแผล แก้เบาหวาน
กิ่งและใบ รสฝาดขมเปรี้ยว แก้โรคเบาหวาน แก้ปวดศีรษะ แก้โรคความดันโลหิตสูง…

No Image

ใบย่านางสมุนไพรยาอายุวัฒนะ

สิงหาคม 30, 2019 Sharee 0

ใบย่านางสมุนไพรยาอายุวัฒนะ

ใบย่านางสมุนไพรยาอายุวัฒนะ

ใบย่านางสมุนไพรยาอายุวัฒนะ ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass ทางภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ภาคกลางเรียก เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว และภาคใต้จะเรียกว่า ยาดนาง เป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อย กิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ขอบขนานปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกออกตามซอกโคนก้านใบเป็นช่องยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้นไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรีขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำ ย่านางเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยดับพิษร้อนต่าง ๆ ได้

ย่านางนั้นมีสรรพคุณทางยาที่ขึ้นชื่อมากมาย ซึ่งสรรพคุณทางยาไม่ได้มีเพียงแค่ในใบย่านางเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนอื่น ๆ ของต้นก็มีประโยชน์มากมายเช่นกัน     บาคาร่า

สรรพคุณรากย่านาง

รากของย่านาง นิยมนำมาใช้เพื่อแก้อาการไข้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด ไข้ฝีดาษ ไข้กาฬ หรือ ไข้ทับระดู และอาการเบื่อเมา นอกจากนี้รากของย่านางยังเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา 5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาสมุนไพร โดยยาดังกล่าวเป็นสามารถรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในขณะเริ่มแรกได้ โดยนำรากแห้งต้มกับน้ำครั้งละ 1 กำมือ แล้วดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง

สรรพคุณใบย่านาง

ใบย่านาง คือเป็นส่วนที่มีประโยชน์และถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด เพราะเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย…

No Image

ฟ้าทะลายโจนสมุนไพรยอดฮีโร่พิชิตโรค

สิงหาคม 27, 2019 Sharee 0

ฟ้าทะลายโจนสมุนไพรยอดฮีโร่พิชิตโรค

ฟ้าทะลายโจนสมุนไพรยอดฮีโร่พิชิตโรค

ฟ้าทะลายโจนสมุนไพรยอดฮีโร่พิชิตโรค  ฟ้าทะลายโจร จัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ศรีลังกา จีน และไทย นอกจากนี้ยังมีการใช้สมุนไพรชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วทั้งทวีปเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำใบและลำต้นที่อยู่ใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ประเทศไทยได้บรรจุสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือบัญชียาจากสมุนไพรของกระทรวงสาธารณสุข โดยจัดอยู่ในหมวดหมู่ของยารักษาโรคในกลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร                                  บาคาร่า

ฟ้าทะลายโจร ถือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มหาศาล ช่วยบรรเทาอาการป่วยต่างๆ ได้มากมาย ดังนี้

1.ช่วยรักษาโรคหวัด
ตามตำรับยาแพทย์แผนไทยนั้น ได้ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาโรคไข้หวัดมาเป็นเวลานาน เพราะฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญทางพฤกษศาสตร์อยู่หลายชนิด เช่น สารไดเทอร์ปีนแลคโตน สารฟลาโวนอยด์ และสารประกอบอื่นๆ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าฟ้าทะลายโจรสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย

2.มีส่วนช่วยรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
อย่างที่กล่าวไปว่าฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่าจะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

3.รักษาโรคลำไส้อักเสบ
เนื่องจากฟ้าทะลายโจร มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบภายในร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคลำไส้อักเสบจากการทดลองในสัตว์อีกด้วย ดังนั้นจึงมักนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์ในการบรรเทาและรักษาโรคลำไส้อักเสบ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยเร่งให้ตับสร้างน้ำดี มาช่วยย่อยอาหารได้อีกด้วย

4.ลดอาการเจ็บคอจากต่อมทอนซิลอักเสบ
เนื่องจากอาการต่อมทอนซิลอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อในช่องคอ ซึ่งฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณช่วยระงับอาการอักเสบและช่วยต้านเชื้อ ดังนั้นฟ้าทะลายโจรจึงช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

5.รักษาโรคข้อรูมาตอยด์
โรคข้อรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีการอักเสบตามข้อและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ที่สำคัญยังมีสารคือ แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographis paniculata) ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการรักษาทางเลือกในโรคแพ้ภูมิตนเองด้วย

6.ผู้ที่มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน อาหารเป็นพิษ หรือเป็นบิดมีไข้ สามารถใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาได้ โดยนำฟ้าทะลายโจรไปผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาต้มกับน้ำประมาณ 1 กำมือแล้วดื่มตลอดวัน ฟ้าทะลายโจรจะเข้าไปขับสารพิษในลำไส้ออก ช่วยลดการระคายเคืองต่อผนังของลำไส้ ช่วยลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ

7.ช่วยรักษาไข้ไทฟอยด์หรือไข้ลากสาดน้อย
การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแบบแคปซูล 2 เม็ด 3 เวลาก่อนอาหาร ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะช่วยทำลายเชื้อไทฟอยด์ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง หรือผนังลำไส้เล็กได้

8.รักษาโรคงูสวัด
ผู้ป่วยโรคงูสวัดอาจบรรเทาอาการได้โดยการรับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูลประมาณ 2 – 3 เม็ดก่อนอาหาร รับประทานวันละ 3 เวลา ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะช่วยบรรเทาอาการงูสวัดได้

9.รักษาแผลจากโรคเบาหวาน
ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ช่วยรักษาแผลอักเสบได้ เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งผู้ป่วยสามารถนำมาทาหรือรับประทานก็ได้ตามแต่สะดวก

10.ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารแนะนำให้รับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรครั้งละ 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา รวมทั้งรับประทานก่อนเข้านอน จะช่วยให้อาการเลือดออกหรือปวดหน่วงค่อยๆ หายไป นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถขับถ่ายได้สะดวกขึ้นกว่าเดิมด้วย

การใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อสุขภาพ

สรรพคุณของฟ้าทลายโจรมีมากมาย แต่วิธีการใช้เพื่อบรรเทาหรือรักษาอาการก็แตกต่างกันไป มีทั้งการต้มเพื่อดื่มน้ำ หรือรับประทานเป็นแคปซูล รวมไปถึงการตำและพอก เราจะมาบอกขั้นตอนการใช้ฟ้าทะลายโจรโดยละเอียดให้ทราบกัน

รักษาอาการร้อนใน
อาการร้อนใน รักษาได้ด้วยการนำใบแก่ของฟ้าทะลายโจร ประมาณ 15 กรัม และใบเตยสด 15 กรัม ต้มกับน้ำสะอาดให้พอท่วมทิ้งไว้แค่พอเดือด แล้วกรองแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหารทั้ง 3 มื้อของวัน (ถ้าต้องการให้หายขาด ควรดื่มแทนน้ำเปล่าต่อเนื่องกัน)

รักษาโรคท้องเสีย ท้องร่วง โรคบิด
ฟ้าทะลายโจร นำมาใช้รักษาอาการของโรคท้องเสีย ท้องร่วงได้ โดยให้นำกิ่งสด และใบสดของฟ้าทะลายโจรมาสับให้เป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร 3 กำมือ นำไปต้มกับน้ำสะอาดเป็นเวลา 15 นาที แล้วดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง

รักษาอาการผมร่วง
นำใบฟ้าทะลายโจรสด 6-7 ใบไปแช่แล้วขยำในน้ำอุ่น หลังจากนั้นให้นำมาชโลมไว้ให้ทั่วศีรษะเป็นเวลา 5-10 นาที แล้วล้างออก หรือจะสระผมด้วยชมพูอีกครั้งก่อนล้างออกก็ได้ ใช้แก้อาการผมร่วง และกระตุ้นให้ผมงอกเร็วกว่าเดิม

นำมาใช้รักษาแผลสด และฝี
นำใบแก่ของฟ้าทะลายโจรประมาณ 1 กำมือ ตำให้ละเอียดแล้วใส่เกลือลงไปเล็กน้อย เติมเหล้าขาวลงไป 1/2 ถ้วยยา และน้ำ 1/2 ช้อนชา คนให้เข้ากันแล้วกรองแยกกากออกมาพอกบนแผลและฝี ใช้ผ้าสะอาดพันทิ้งไว้ 1 คืนแล้วเปลี่ยนกากไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น

นำมาใช้รักษาโรคหวัด คัดจมูก
นำใบฟ้าทะลายโจร 2-3 กำมือมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งในที่ร่มที่มีลมโกรกจนกว่าใบจะแห้ง (ห้ามตากแดดโดยเด็ดขาด เพราะตัวยาจะสูญเสียไปกับความร้อน) เมื่อใบแห้งดีแล้ว นำมาบดให้ละเอียด                         แล้วใส่กระปุกเล็ก ๆ ไว้ เมื่อเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ก็ให้เขย่ากระปุกนี้แรง ๆ แล้วเปิดฝาเพื่อสูดดมควันจากผงฟ้าทะลายโจร จะช่วยให้อาการดีขึ้น

ใช้แทนแอลกอฮอล์ล้างแผล
นำผงฟ้าทะลายโจร (ที่ได้จากการทำตามวิธีรักษาโรคหวัด คัดจมูก ด้วยการนำใบมาตากแห้งก่อนบดเป็นผง) มาแช่ทิ้งไว้กับเหล้าขาว 40 ดีกรี โดยให้เหล้าท่วมผงเล็กน้อย ปิดฝาขวดให้แน่นทิ้งไว้ 7 วัน ระหว่างนั้นให้เขย่าวันละ 1 ครั้งจนกว่าจะครบทั้ง 7 วัน เมื่อเป็นแผลสดก็นำมาทาแผลตามปกติ (สูตรนี้สามารถนำมาดื่มเพื่อกระตุ้นความอยากอาหารได้อีกด้วย แต่ต้องกรองเอาเฉพาะเหล้าเท่านั้น ถ้าดื่มทั้งหมดจะขมมาก)

ข้อควรระวังในการใช้ฟ้าทะลายโจร

1.ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกันเกิน 7 วัน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ที่ค่อนข้างแรง อาจทำให้เกิดการปวดท้อง ท้องเสีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง วิงเวียนศีรษะได้ แต่ทางที่ดีหากรับประทานติดต่อกันเกิน 3 วันแล้วไม่ดีขึ้น ก็ควรหยุดรับประทานแล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคต่อไป ในกรณีที่จำเป็นจะต้องรับประทานต่อเนื่องเกิน 7 วันจริง ๆ ควรรับประทานคู่กับน้ำขิงเพื่อลดการเกิดผลข้างเคียงดังกล่าว (น้ำขิงมีฤทธิ์ร้อน จึงช่วยให้ร่างกายอบอุ่นได้)

2.ไม่ควรนำฟ้าทะลายโจรมาใช้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากฟ้าทะลายโจรก็มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต หากฝืนใช้ หรือใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกมึนงงสับสน ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ควรหยุดใช้ทันทีแล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 3-4 ชั่วโมง เนื่องจากฟ้าทะลายโจรไม่มีการตกค้างในร่างกาย

3.ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ “เย็น” จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้ที่มีฤทธิ์ “ร้อน” ถ้าหากว่าผู้ป่วยเป็นหวัดที่เกิดจากฤทธิ์ “เย็น” (เช่น มีอาการหนาวข้างในร่างกาย เป็นไข้แบบไม่มีเหงื่อ) แล้วใช้ฟ้าทะลายโจร อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

4.ฟ้าทะลายโจรมีผลข้างเคียงรุนแรง ควรสังเกตอาการอยู่เสมอว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะในรายที่มีการแพ้ฟ้าทะลายโจรมาก อาจมีอาการเริ่มต้นตั้งแต่ ผื่นขึ้น หน้าบวม ตัวบวม หายใจไม่ออก ถึงขั้นเสียชีวิตได้ทันที

5.สตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ และอยู่ในช่วงให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานฟ้าทะลายโจร เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเด็ก และทำให้เกิดความผิดปกติได้

ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรรสขมที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยาสูงมาก ซึ่งหากใช้อย่างเหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แม้ว่าจะมีคุณประโยชน์มาก แต่หากใช้ผิด ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อระวังในการใช้โดยละเอียด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

No Image

เกสรดอกไม้ทั้ง9 สรรพคุณที่คุณต้องรู้

สิงหาคม 26, 2019 Sharee 0

เกสรดอกไม้ทั้ง9

เกสรดอกไม้ทั้ง9 ตำรายาไทยโบราณ

เกสรดอกไม้ทั้ง9

  • ดอกมะลิ
  • ดอกพิกุล
  • ดอกบุนนาค หรือดอกสารภี
  • เกสรบัวหลวง
  • ดอกจำปา
  • ดอกกระดังงา
  • ดอกลำเจียก
  • ดอกลำดวน

ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ช่วยเจริญอาหาร และแก้โรคตา                                                                                                                             บาคาร่า

No Image

สมุนไพรตะขบไทย

สิงหาคม 25, 2019 Sharee 0

สมุนไพรตะขบไทย

สมุนไพรตะขบไทย

ตะขบไทย ชื่อสามัญ Coffee plum, Indian cherry, Indian plum, East Indian plum, Rukam, Runeala plum
ตะขบไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ Flacourtia jangomas (Lour.) Raeusch. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Flacourtia cataphracta Roxb. ex Willd.) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์สนุ่น (SALICACEAE)

สมุนไพรตะขบไทย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ครบ (ปัตตานี), มะเกว๋นควาย (ภาคเหนือ), ตะขบควาย (ภาคกลาง), กือคุ (มลายู ปัตตานี) เป็นต้น

ลักษณะของตะขบไทย

ต้นตะขบไทย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือนยอดของต้น เรือนยอดเป็นรูปไข่ทึบ โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนอ่อน แตกเป็นแผ่นบาง ๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พบขึ้นได้ตามป่าราบ ป่าโปร่ง ป่าดิบแล้ง และตามป่าผลัดใบ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-800 เมตร

ใบตะขบไทย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบกลมคล้ายกับใบพุทรา โดยมีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปหอกกลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบจักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร แผ่นใบบางเป็นสีเขียว ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเป็นมัน

ดอกตะขบไทย ดอกเป็นสีขาวอมเหลืองและมีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะสั้นตามซอกใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ อยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้มีกลีบดอก 5 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียว มีขนทั้งสองด้าน มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ส่วนดอกเพศเมียจะคล้ายกับดอกเพศผู้ มีรังไข่เป็นรูปคนโท เกสรเพศเมียมี 2 พู ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์

ผลตะขบไทย ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ลักษณะของผลเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าลูกพุทรา ขนาดประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ผลเมื่อสุกเป็นสีแดงหรือสีม่วง เมื่อแก่เป็นสีดำ ผลมีรสหวานฝาดเล็กน้อย ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด ติดผลในช่วงประมาณเดือนเมษายน

สรรพคุณของตะขบไทย

รากมีรสฝาดเล็กน้อย ใช้ปรุงเป็นยาขับเหงื่อ (ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยากล่อมเสมหะและอาจม (ราก)
เนื้อไม้มีรสฝาด ใช้ทำเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด มูกเลือด (เนื้อไม้)
เปลือก แก่น และใบ ใช้เป็นยารักษาอาการปวดเมื่อยตามตัว แก้โรคเหน็บชา รักษาอาการปวดข้อ แก้เส้นเอ็นพิการ (เปลือก, แก่น, ใบ)                บาคาร่า
ประโยชน์ของตะขบไทย
ผลสุกมีรสฝาดหวาน ใช้รับประทานได้
ตะขบไทยเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถนำใบมาใช้ในการย้อมสีได้ โดยใช้อัตราส่วนของใบสดต่อน้ำ 1:2 เมื่อนำไปสกัดใช้ใบสด 15 กรัม ย้อมเส้นไหมได้ 1 กิโลกรัม สีเส้นไหมที่ได้จะขึ้นอยู่กับวิธีการสกัดสีและการใช้สารช่วยติดสีชนิดต่าง ๆ ซึ่งการสกัดสีโดยใช้ใบสดนำมาต้มกับน้ำนาน 1 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำ นำมาย้อมเส้นไหมด้วยวิธีการย้อมร้อน 1 ชั่วโมง และแช่ในสารละลายช่วยติดสีจุนสีหลังย้อมจะได้เส้นไหมสีน้ำตาลเขียว ส่วนการใช้จุนสีขณะย้อมจะได้เส้นไหมสีน้ำตาลเขียวเช่นกัน แต่ถ้านำมาสกัดน้ำสีด้วยวิธีการคั้นเอาน้ำ กรองเอาแต่น้ำ แล้วย้อมเส้นไหมด้วยวิธีการย้อมร้อน และแช่สารละลายช่วยติดสีจุนสีหลังย้อมจะได้เส้นไหมสีเขียวขี้ม้า
ใช้ปลูกทั่วไป ปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงาในสวนผลไม้หรือตามสวนป่าเพื่อเป็นอาหารของนก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรดูกไก่ย่าน

สิงหาคม 23, 2019 Sharee 0

สมุนไพรดูกไก่ย่าน

สมุนไพรดูกไก่ย่าน

ดูกไก่ย่าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Hedyotis capitellata Wall. ex G.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Oldenlandia capitellata (Wall. ex G.Don) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

สมุนไพรดูกไก่ย่าน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำลังหัวละมาน เครือเขาขื่น (เชียงใหม่), เครือมุ้งกระต่าย (หนองคาย), ขมิ้นไม้ (จันทบุรี), ย่านตะครองแห้ง (ปัตตานี), ย่านเบื้องถ้วย (นราธิวาส), ตองแห้ง (ภาคใต้), ลิกามาโก๊ะ (มาเลย์-นราธิวาส), มึฉะแอว (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของดูกไก่ย่าน
ต้นดูกไก่ย่าน จัดเป็นไม้ล้มลุกรอเลื้อย มีอายุหลายปี ยาวประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นสันสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านมาก ตามลำต้นและใบมีขนนุ่มสีเหลือง พบขึ้นบริเวณที่โล่งในป่าผลัดใบ

ใบดูกไก่ย่าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ผิวใบเรียบ มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอกดูกไก่ย่าน ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนง โดยจะออกที่บริเวณซอกใบและที่ปลายกิ่ง ก้านสั้น ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด แฉกกลีบตั้งตรง กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลือง เชื่อมกันเป็นหลอด แฉกกลีบมีลักษณะม้วนออกด้านนอก ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม

ผลดูกไก่ย่าน ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กลับ แตกตามพูหรือตามตะเข็บเป็น 2 ฝา                    บาคาร่า
สรรพคุณของดูกไก่ย่าน
ตำรายาไทยจะใช้รากเข้ายาบำรุงกำลัง (ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคธาตุพิการ (ราก)
ใช้เป็นยาแก้อาการมึนเวียนศีรษะ (ราก)
ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ป่า (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด (ราก)
เครือนำมาทุบแล้วคั้นเอาน้ำ ใช้เป็นยาทารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกแล้วพันผ้าไว้ (เครือ)
ใบใช้ตำพอกแผลสดลดการอักเสบจากพิษงูกัด แผลฟกบวม (ใบ)
ใบใช้ตำพอกโรคบวมตามข้อและกล้ามเนื้อ โรคปวดเอว กระดูกหัก กระดูกแตก (ใบ)
ชาวเขาเผ่าแม้วจะใช้ดูกไก่ย่านทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำอาบหรืออบไอน้ำบรรเทาอาการชามือ ชาเท้า หรืออัมพาต (ทั้งต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรรสสุคนธ์แดง

สิงหาคม 23, 2019 Sharee 0

 สมุนไพรรสสุคนธ์แดง
สมุนไพรรสสุคนธ์แดง

รสสุคนธ์แดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Tetracera indica (Christm. & Panz.) Merr. จัดอยู่ในวงศ์ส้าน (DILLENIACEAE)

สมุนไพรรสสุคนธ์แดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า อรคนธ์ (กรุงเทพฯ), เครือปด (ชุมพร), ย่านเปล้า (ตรัง), ปดลื่น (ยะลา, ปัตตานี), เถาอรคนธ์ (ภาคกลาง), ย่านปด (ภาคใต้), อุเบ๊ะสะปัลละเมเยาะ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

ลักษณะของรสสุคนธ์แดง
ต้นรสสุคนธ์แดง จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยได้ไกลถึง 10 เมตร เถาเป็นสีน้ำตาลแดง เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดบาง ๆ ส่วนเถาอ่อนเป็นสีน้ำตาลอมเขียว มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าละเมาะทางภาคใต้ ที่ระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการปักชำกิ่ง ชอบดินร่วน น้ำปานกลาง และแสงแดดจัด

ใบรสสุคนธ์แดง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ ผิวใบสากคาย มีขนตามเส้นใบด้านล่าง ก้านใบสั้นสีแดง ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ดอกรสสุคนธ์แดง ออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนงตามปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีดอกย่อยประมาณ 3-8 ดอก ดอกมีขนาดประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นหอมเย็น มีกลีบเลี้ยงหนาสีเขียวอมแดง 4 กลีบ กว้างประมาณ 7-9 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ไม่มีขน ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีขาวอมชมพู มี 4-5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 6-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 12-15 มิลลิเมตร กลีบดอกหลุดร่วงได้ง่าย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก โผล่พ้นกลีบดอก ปลายก้านชูอับเรณูเป็นสีแดง ส่วนโคนก้านเป็นสีขาว รังไข่มี 3-4 คาร์เพล ด้านหลังมีขนแข็งขึ้นประปราย สามารถออกดอกได้เกือบทั้งตลอดทั้งปี ดอกแต่ละช่อจะทยอยบาน ดอกบานวันเดียวก็โรย ส่งกลิ่นหอมแรงในช่วงเวลากลางวัน

ผลรสสุคนธ์แดง ออกผลเป็นกลุ่ม ๆ ประมาณ 3-4 ผล ผลเป็นผลแบบแคปซูลแห้งแตกเป็นแนวตะเข็บด้านเดียว มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลไว้เกือบหมด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผลเป็นสีส้มถึงแดง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร ปลายผลมีจะงอยแหลมยาวประมาณ 2-6 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด หรือมากกว่า เมล็ดเป็นสีดำลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงสด ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ที่ฐานเป็นชายครุย

สรรพคุณของรสสุคนธ์แดง
ตำรับยาบำรุงกำลังจะใช้รสสุคนธ์แดงทั้งต้น นำมาผสมกับต้นเส้ง เปลือกต้นทุเรียน (เลือกเอาเฉพาะส่วนที่สูงจากเอวขึ้นไป) นำมาตำสด ๆ คั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนดื่ม รสจะออกฝาด หรือจะตำแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำมาแช่ในเหล้าขาว ใช้จิบกินทีละน้อยก็ได้ (ทั้งต้น)
ตำรายาไทยจะใช้ดอกรสสุคนธ์แดงเข้ายาหอมบำรุงหัวใจ แก้ลม โดยมักใช้คู่กับรสสุคนธ์ขาว (ดอก)
ต้นนำมาต้มเอาน้ำใช้อมกลั้วรักษาแผลในปาก ส่วนในประเทศอินเดียจะใช้เป็นยาภายนอกบ้วนรักษาแผลร้อนในปาก (ต้น)  บาคาร่า

ต้นนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการตกเลือดภายในปอด (ต้น)
ตำรายาพื้นบ้านภาคใต้จะใช้รากรสสุคนธ์แดงนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)
ใบและรากใช้ตำพอกผิวหนังแก้ผื่นคัน (ใบและราก)
ยอดอ่อนใช้เป็นยาพอกรักษางูกัด (ยอดอ่อน)
ตำรับยาแก้อาการบวม แก้ฝี ซึ่งเป็นตำรับยาพื้นบ้านของอีสานจะใช้ลำต้นหรือรากรสสุคนธ์แดง นำมาผสมกับหญ้างวงช้างทั้งต้น งวงตาล ผลมะพร้าว รากกะตังใบ รากลำเจียก รากส้มกุ้ง เหง้าสับปะรด เหง้ายาหัว ลำต้นเครือพลูช้าง ลำต้นหรือรากเถาคันขาว ลำต้นก้อม ลำต้นไผ่ป่า ลำต้นไผ่ตง ลำต้นโพ ลำต้นรักดำ ลำต้นหนามพรม ลำต้นอ้อยแดง เปลือกต้นกัดลิ้น เปลือกต้นมะม่วง และเปลือกต้นสะแกแสง นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ต้น, ราก)
ส่วนในหนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทยของ ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม ได้ระบุถึงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “เชือกเขาไฟ” ซึ่งมีชื่อท้องถิ่นเหมือนต้นรสสุคนธ์แดงว่า ย่างปด, ย่างทราย, ฮางฮ้อน, ไม้ไฟ, เชือดเขาไฟ (ไทย) ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่ารสสุคนธ์แดงกับเชือกเขาไฟนั้นเป็นพรรณไม้ชนิดเดียวกันหรือไม่ โดยในตำรานั้นระบุว่า เนื้อไม้เชือกเขาไฟมีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการกระสับกระส่าย แก้แน่น จุกเสียด ใช้เป็นยารักษาลม ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ รักษาเสมหะ และมีข้อบ่งใช้ว่าห้ามนำเนื้อไม้ชนิดนี้มาทำเป็นคานหาบสิ่งของ เพราะเป็นไม้เนื้อร้อน และอย่าให้ยางของพืชชนิดนี้เข้าตา เพราะจะเป็นยาพิษกัดเยื่อตา (เนื้อไม้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรช้าแป้น

สิงหาคม 21, 2019 Sharee 0

สมุนไพรชาแป้น

สมุนไพรช้าแป้น

ช้าแป้น ชื่อวิทยาศาสตร์ Callicarpa arborea Roxb. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

สมุนไพรช้าแป้น มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผ้า (เชียงใหม่), สักขี้ไก่ (ลำปาง), เตน (เลย), เสี้ยม (จันทบุรี), ทับแป้ง (สระบุรี), หูควายใหญ่ (ชุมพร), หูควายขาว (สุราษฎร์ธานี), หูควาย (ตรัง), กะตอกช้าง ตาโมงปะสี (ยะลา), ฝ้า ฝ้าขาว พ่าขาว หูควาย (ภาคเหนือ), ผ้า (ภาคกลาง), ผ้าลาย (ภาคใต้), กะตอกช้าง ตาโมงปะสี ขลุ่ย (กะเหรี่ยง เชียงใหม่), เปอควุย และทุ่ง (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน), ดือดะดาปู (มลายู นราธิวาส) เป็นต้น

หมายเหตุ : ต้นช้าแป้นที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นคนละชนิดกับต้นช้าแป้นที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum erianthum D. Don อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเรื่อง มะเขือดง            บาคาร่า

ลักษณะของช้าแป้น

ต้นช้าแป้น จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงได้ประมาณ 4-12 เมตร กิ่งอ่อนค่อนข้างเป็นเหลี่ยมสี่มุม มีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเทา เปลือกต้นขรุขระมีรอยแตกเป็นร่อง ๆ ตามส่วนต่าง ๆ ที่ยังอ่อนจะมีขนสั้นสีเทาหรือสีเหลืองขึ้นปกคลุม เนื้อไม้เป็นสีขาว ค่อนข้างอ่อนและเบา ขัดให้เป็นเงาได้ง่าย ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม และเป็นผลในช่วงปลายฤดูฝน มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียตะวันออกถึงมาเลเซียและสุมาตรา พบขึ้นทั่วไปตามป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งบนเขา ที่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร

ใบช้าแป้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ลักษณะของใบเป็นรูปวงรี รูปวงรีแกมขอบขนาน หรือเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบหรือหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-30 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขน เส้นแขนงใบมีประมาณ 8-12 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร

ดอกช้าแป้น ออกดอกเป็นช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบ ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีม่วง กลีบดอกเป็นสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 4 กลีบ ขนาด 3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรองดอกปลายเกือบเป็นเส้นตรง ขนาดประมาณ 15 มิลลิเมตร

ผลช้าแป้น ผลเป็นผลสดขนาดเล็ก ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ผิวผลเรียบ ผลเป็นสีม่วง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของช้าแป้น
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้แก่นช้าแป้น ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกรวม 35 ชนิด แล้วนำมาฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูหรือสุกใส (แก่น)
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เปลือกต้นช้าแป้น นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง และนั่งแช่รักษาอัมพาตระยะที่เพิ่งเป็นใหม่ ๆ (เปลือกต้น)
นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณตามคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรพื้นถิ่นว่าช้าแป้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้แสลงในอาหาร (พ่อหมอสนธิ พวงโพธิ์พันธุ์), แก้ปากเปื่อยและร้อนใน (พ่อหมอบุญนาค เทพชมพู) (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรจิกทะเล ต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม

สิงหาคม 18, 2019 Sharee 0

สมุนไพรจิกทะเล

สมุนไพรจิกทะเล

สมุนไพรจิกทะเล จิกทะเล ชื่อสามัญ Fish Poison Tree, Putat, Sea Poison Tree

จิกทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Barringtonia asiatica (L.) Kurz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Agasta asiatica (L.) Miers, Agasta indica Miers, Barringtonia butonica J.R.Forst. & G.Forst., Barringtonia speciosa J.R.Forst. & G.Forst., Mammea asiatica L., Michelia asiatica (L.) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์จิก (LECYTHIDACEAE หรือ BARRINGTONIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จิกเล โดนเล (ภาคใต้), อามุง (มาเล-นราธิวาส) เป็นต้น

ข้อควรรู้ ! : ต้นจิกทะเล เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม                                                                                                            บาคาร่า

ลักษณะของจิกทะเล
ต้นจิกทะเล จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ มีความสูงได้ประมาณ 7-20 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกที่เรือนยอดของลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบแตกกิ่งต่ำ ซึ่งเป็นกิ่งที่มีขนาดใหญ่จะมีรอยแผลอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นรอยแผลที่เกิดจากใบที่ร่วงหล่นไป เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลตาลหรือเทา แตกเป็นร่องตามแนวยาวและมีช่องระบายอากาศด้วย ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ๆ เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือแพร่พันธุ์โดยที่ผลลอยไปตามน้ำ มีอัตราการเจริญเติบโตปานกลางถึงเร็ว ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง และแสงแดดแบบเต็มวัน มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่มาดากัสการ์ อินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ภูมิภาคมาเลเซียรวมถึงฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงทางภาคเหนือของออสเตรเลีย และในหมู่เกาะโพลีนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นมากตามป่าชายหาดของฝั่งทะเลและตามเกาะที่ยังไม่ถูกรบกวนทางภาคใต้

ใบจิกทะเล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบมนเว้า โคนใบสอบเข้าหาก้านใบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-18 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-38 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว เนื้อใบหนาเกลี้ยงเป็นมันวาวด้านบน เส้นแขนงใบมีข้างละ 12-14 เส้น นูนทั้งสองด้าน ก้านไม่มีหรือก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร

ดอกจิกทะเล ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามส่วนยอดของลำต้น ตั้งตรง ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 7-8 ดอก ช่อดอกยาวประมาณ 2-15 เซนติเมตร แกนช่อหนา ดอกเป็นสีขาวและมีกลิ่นหอม เกล็ดหุ้มยอดเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร มีใบประดับเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร ใบประดับย่อยมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ฐานรองดอกเป็นรูปกรวยสั้น ๆ ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงติดกันตาดอก บานแยกออกเป็น 2 ส่วนไม่เท่ากัน ลักษณะเป็นรูปรี ติดทน ยาวได้ประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่ง ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาวอมชมพูมี 4 กลีบ ติดที่โคนหลอดเกสรเพศผู้ กลีบเป็นรูปรี ปลายกลีบมน ขอบมักม้วนเข้า ยาวประมาณ 4.5-6.5 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เรียงเป็น 6 วง ยาวได้ประมาณ 9.5 เซนติเมตร วงในเป็นหมัน ยาวประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร โคนก้านเกสรติดกันเป็นหลอด ยาวได้ประมาณ 1.5 เซนติเมตร จานฐานดอกเป็นวง ขอบหยักมน สูงได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มี 4 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุลประมาณ 2-6 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียเป็นรูปแถบ ยาวได้ประมาณ 10-11 เซนติเมตร ยอดเกสรเป็นตุ่มมน ๆ ขนาดเล็ก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 10-12 เซนติเมตร ดอกจะบานในช่วงเวลากลางคืน และจะโรยในช่วงเวลากลางวัน โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

ผลจิกทะเล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปพีระมิดสี่เหลี่ยม ตรงโคนผลจะเว้า ผลเป็นสีเขียวและเป็นมัน ผลเมื่อโตจะมีขนาดกว้างประมาณ 8.5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8.5-11 เซนติเมตร ผนังผลเป็นเส้นใยมีกากเหนียวหุ้มหนาคล้ายฟองน้ำ ทำให้ลอยน้ำได้คล้ายผลมะพร้าว ส่วนผนังผลด้านในแข็ง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร (เมล็ดจิกทะเลมี fixed oil ได้แก่ olein, palmitin, glycoside barringtonin 3.27%, baringronin, hydrocyanic acid, saponin)

สรรพคุณของจิกทะเล
ใบ ผล และเปลือก ใช้เป็นยารักษาบรรเทาอาการปวดศีรษะ (ใบ, เปลือก, ผล)
เปลือกผลหรือเนื้อของผล เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่ช่วยให้คนที่นอนไม่หลับนอนหลับได้ ถ้ารับประทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้นอนหลับสบาย (เปลือกผล, เนื้อผล)
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิออกจากร่างกาย (เมล็ด)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรคำเตี้ย

สิงหาคม 17, 2019 Sharee 0

สมุนไพรคำเตี้ย

สมุนไพรคำเตี้ย

คำเตี้ย ชื่อวิทยาศาสตร์ Polygala chinensis L. จัดอยู่ในวงศ์ต่างไก่ป่า (POLYGALACEAE)                     บาคาร่า

สมุนไพรคำเตี้ย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มักกำ (เชียงใหม่), ม้าอีก่ำ ม้าอีก่ำแดง (อุบลราชธานี), ถั่วสลัม, ปีกไก่ดำ, ม้าแม่ก่ำ, หญ้ารากหอม, เนียมนกเขา, เตอะสิต่อสู่, หญ้าปีกไก่ดำ เป็นต้น

ลักษณะของคำเตี้ย
ต้นคำเตี้ย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุเพียงฤดูเดียว มีความสูงของต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะต้นตรงหรือทอดเลื้อยและชูยอดขึ้น ตรงปลายกิ่งเป็นเหลี่ยม ลำต้นกลมและมีขนขึ้นปกคลุม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7-2.5 เซนติเมตร รากมีกลิ่นหอม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าสน และบริเวณที่โล่งในป่าดิบแล้ง

ใบคำเตี้ย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมไข่กลับถึงรูปใบหอกปลายใบมน เรียวแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มและรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวหรือออกม่วง ก้านใบยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร

ดอกคำเตี้ย ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกเป็นกระจุกสั้น ๆ ตามซอกใบ ยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ดอกย่อยมีประมาณ 5-16 ดอก กลีบดอกเป็นสีขาวครีม มี 3 กลีบ เชื่อมกันที่ฐาน กลีบดอกมีลักษณะคล้ายรูปดอกถั่ว สีขาว โคนกลีบเป็นสีเขียว กลีบบนมี 2 กลีบ ลักษณะเป็นรูปช้อนหรือรูปสามเหลี่ยม ส่วนกลีบล่างมี 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปเกือบมน มีรยางค์คล้ายแปรง ดอกมีเกสรเพศผู้ 8 อัน ติดกับกลีบดอก ไม่มีจานฐานดอก เกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ ขอบเป็นขนครุย มี 2 คาร์เพล ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวมี 4 อัน แยกกัน มี 2 ชั้น มีขนที่ขอบกลีบเลี้ยง กลีบคู่ล่างมี 2 กลีบ คล้ายกลีบดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

ผลคำเตี้ย ผลเป็นผลแห้งแตกแบบแคปซูล ลักษณะแบน มีกลีบเลี้ยงติดทน ภายในมีเมล็ดสีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ด เมล็ดมีเยื่อที่ขั้ว

สรรพคุณของคำเตี้ย
ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้ทั้งต้นคำเตี้ย นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ร่างกายทรุดโทรม (ทั้งต้น)หรือจะใช้รากนำมาต้มหรือดองกับเหล้ากินก็ได้ โดยอาจใส่น้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อทำให้กินได้ง่ายขึ้น แต่การดองควรนำไปตากแห้งก่อน (ราก)
คำเตี้ยหรือม้าแม่ก่ำจัดว่าเป็นยาม้าของคนไทยใหญ่เลยก็ว่าได้ โดยเชื่อว่าถ้าถอนรากมาต้มกินติดต่อกันอย่างน้อย 10 วัน จะช่วยบำรุงกายได้ดีมาก เดินขึ้นเขาได้สบาย ไม่เหน็ดเหนื่อย หมอยาไทใหญ่ยังบอกว่า กินยานี้แล้วจะช่วยทำให้หลับสบาย คลายเครียด เพิ่มกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้เลือดไหลเวียนดี ดังนั้นในตำรับยาบำรุงกำลังของหมอยาไทใหญ่จึงมักมีม้าแม่ก่ำหรือคำเตี้ยอยู่ด้วยเสมอ โดยจะใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือใช้ผสมกับยาบำรุงกำลังอื่น ๆ ในตำรับก็ได้ ใช้ได้ทั้งการต้มและดองกับเหล้ากิน เช่น พ่อสายแดดจะมีตำรับยากำลังม้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย คำเตี้ย ม้าสามต๋อน และตานคอม้า ใช้ต้มกินเป็นประจำเพื่อบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ปวดเมื่อย ร่างกายทรุดโทรม และช่วยกำจัดโรคภัยทุกชนิด (ราก, ทั้งต้น)

ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้หวัด (ทั้งต้น)
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ ไอหนัก ๆ ช่วยขับเสมหะเหนียวข้นให้ออกมาได้โดยง่าย (ราก, ทั้งต้น)
ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาอาการหอบหืด (ราก, ทั้งต้น)
ตำรับยาแก้หัวใจอ่อน ท้อแท้ และหมดเรี่ยวแรง จะใช้รากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) และรากพวงพี (พนมสวรรค์) นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
ตำรับยาแก้ฝีในท้องจะใช้รากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) รากเข็มขาว และรากเข็มแดง นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ผสมกับลำต้นม้ากระทืบโรง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลังทางเพศ (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ผสมกับน้ำมันงา นำมานวดเส้น (ทั้งต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)
ต้นคำเตี้ยเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยารักษามะเร็งของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ซึ่งในตำรับยาจะเรียกว่า หญ้าปีกไก่ดำหรือม้าอีก่ำ โดยส่วนประกอบทั้งหมดของยาตำรับนี้ ได้แก่ คำเตี้ยหรือปีกไก่ดำ (Polygala chinensis L.), เหง้าพุทธรักษา (Canna indica Linn), ไฟเดือนห้า (Ludwigia hyssopifolia (G.Don) well), พญายอ (Clinacanthus nutan Lindl.), เหงือกปลาหมอ (Acanthus ebracteatus), แพงพวยฝรั่ง (Catharanthus roseus CL.), ข้าวเย็นเหนือ (Smilax corbularia Kunth C) และข้าวเย็นใต้ (Smilax glabra)
คำเตี้ยหรือม้าแม่ก่ำจัดอยู่ในเภสัชตำรับของอินเดีย ปากีสถาน ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Indian Senega และมีชื่อจีนว่า Yuan Zhi โดยจัดเป็นหนึ่งใน 50 สมุนไพรที่จีนใช้มากที่สุด มีสรรพคุณเด่นคือการเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง ใช้รักษาความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น หลงลืมง่าย อารมณ์แปรปรวน เครียด กังวล นอนไม่หลับ หวัดไอที่มีเสมหะเหนียวข้น หอบหืด แผล ฝี หนอง น้ำร้อนลวก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

1 2