About Sharee

Here are my most recent posts

กระเทียม

กระเทียม ผักสมุนไพรท้องถิ่น

กรกฎาคม 19, 2019 Sharee 0

กระเทียม

กระเทียม เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่ง ที่มักจะต้องมีติดห้องครัวกันไว้แทบจะทุกบ้าน

เพื่อเตรียมไว้ใช้ในการประกอบเมนูอาหารต่างๆ ทั้งอาหารไทย และอาหารนานาชาติล้วนมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบแทบทั้งสิ้น บาคาร่า โดยกระเทียมจะช่วยทำให้อาหารมีรสชาติที่ดีและมีกลิ่นหอมมากขึ้น

เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่น่าสนใจหลายประการ ดังต่อไปนี้

สรรพคุณและประโยชน์ของกระเทียม

– ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน

– ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

– ช่วยลดระดับความดันในโลหิต

– ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

– ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้

– ช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ เช่น ไข้หวัด วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไข้มาลาเรีย คออักเสบ และอหิวาตกโรค

จากผลการวิจัยพบว่า การทานกระเทียมแบบสด จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากกระเทียมได้ดีที่สุด มากว่าการทานแบบนำไปปรุงเป็นเมนูอาหารอื่นๆแล้ว แต่หลายๆคนมักไม่ทานกระเทียมแบบสด

เนื่องจาก เรื่องของกลิ่น ที่มีความฉุดอย่างรุนแรง จนติดปาก ของกระเทียมนั้นเอง จึงมีผู้ผลิตหลายรายนำกระเทียมสดมาแปรรูปให้อยู่ในรูปของ การอัดเม็ดหรือ แบบแคปซูน เพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น

 

 

 …

บร็อคโคลี่

ช่วยต้านมะเร็ง และลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจ ด้วย ประโยชน์ของบร็อคโคลี่

กรกฎาคม 18, 2019 Sharee 0

 

บร็อคโคลี่ (Broccoli) จัดอยู่ในผักตระกูลกะหล่ำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. italica เป็นผักที่มีสารที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นจำนวนมา

เพียงแค่รับประทานเป็นประจำช่วยป้องกันได้สารพัดโรค

8 ประโยชน์ของบร็อคโคลี่ ผักต้านมะเร็ง

1.บร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลอรีต่ำมาก ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 34 แคลอรี่ อีกทั้งอุดมไปด้วยใยอาหาร แร่ธาตุ วิตามินต่างๆ

2.ป้องกันมะเร็ง บร็อคโคลี่เป็นผักที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานเพราะมีไฟโตนิวเทรียนท์หลายชนิด เช่น ไทโอไซยาเนต, อินโดล, ซัลโฟราเฟน, เบต้าแคโรทีน,

ลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารต้านสารอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ทั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านม

4.เป็นแหล่งวิตามินซี บร็อคโคลี่ 100 กรัม ให้ปริมาณวิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันไข้หวัด

5.บำรุงสายตา เพราะบร็อคโคลี่มีวิตามินเอแล้วยังมีสารฟลาโวนอยด์อย่างเบต้าแคโรทีนและซีแซนทีนอีกด้วย จึงช่วยป้องกันเซลล์ประสาทตาถูกทำลาย

บำรุงสายตาจากอาการเมื่อยล้าให้สดใสแข็งแรง ป้องกันจอประสาทตาเสื่อมในจอประสาทตาในผู้สูงอายุ บาคาร่า

6.อุดมไปด้วยโฟเลต ช่วยบำรุงครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก หากได้รับน้อยเกินไปอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการเจริญเติบโตของลูกน้อย จึงช่วยป้องกันข้อบกพร่องในทารกแรกเกิดได้

อุดมไปด้วยกลุ่มวิตามินบีรวม ประโยชน์ของบร็อคโคลี่ คือเป็นแหล่งของวิตามินบีคอมเพล็กซ์ เช่น วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3 วิตามินบี5 และวิตามินบี6

7.อุดมไปด้วยแหล่งแร่ธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียม, แมงกานีส, เหล็ก, แมกนีเซียม, ซีลีเนียม, สังกะสี และฟอสฟอรัส

8.บำรุงหัวใจ บร็อคโคลี่มีโพแทสเซียมสูงซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ ช่วยในการควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ..

คุณค่าทางโภชนาการของบร็อคโคลี่ 100 กรัม

โปรตีน 2.82 กรัม
ไฟเบอร์ 2.6 กรัม
วิตามินเอ 623 IU
วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม
วิตามินอี 0.17 มิลลิกรัม
วิตามินเค 101.6 ไมโครกรัม
วิตามินบี1 0.071 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.117 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 0.639 มิลลิกรัม
วิตามินบี5 0.573 มิลลิกรัม
วิตามินบี6 0.175 มิลลิกรัม
โฟเลท 63 ไมโครกรัม
แคลเซียม 47 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.73 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 316 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.41 มิลลิกรัม…

กัญชา

ด้านยาและประโยชน์ในการรักษาโรค สรรพคุณกัญชา

กรกฎาคม 17, 2019 Sharee 0

กัญชา

กัญชาถึงได้รับการปลดล็อก หลายคนก็อยากจะรู้ว่าสรรพคุณของกัญชา

ด้านประโยชน์ทางการแพทย์ดียังไง กัญชาช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง

ยืดเยื้อกันมาพักใหญ่ในที่สุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ไฟเขียวปลดล็อกกระท่อมและกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5

[อ่านข่าว: สนช. ไฟเขียวให้นำกัญชา – กระท่อม วิจัยทางการแพทย์ รักษาโรคได้] เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทางการแพทย์นำไปศึกษาถึงสรรพคุณของกัญชาและกระท่อม

ในการรักษาอาการเจ็บป่วย และเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้น ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ และหลายคนคงอยากทราบสรรพคุณของกัญชา

ว่ามีประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างไรกันแล้วใช่ไหม บาคาร่า

กัญชา พืชให้คุณค่าแต่แฝงข้อควรระวัง

กัญชาจัดเป็นพืชดอกในตระกูล Cannabaceae มีต้นกำเนิดที่แถบเอเชียกลาง แต่ในปัจจุบันมีการปลูกในหลายพื้นที่ หลายประเทศ

โดยกัญชาภาษาอังกฤษเรียกว่า cannabis, Marijuana, Ganja, Hemp เป็นต้น

กัญชามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canabis sativa L. subs indica เป็นพืชที่มีต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกกัน โดยสารสำคัญในกัญชาคือสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids)

ซึ่งมีมากกว่า 100 ตัว อีกทั้งยังมีสารเตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol-THC) มีอยู่มากในส่วนของยอดช่อดอกกัญชา เป็นสารสำคัญที่มีผลกระตุ้นระบบประสาท

ดังนั้นกัญชาจึงเป็นพืชที่ควรใช้อย่างระมัดระวัง

เนื่องจากกัญชามีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ดังนั้นแม้จะมีการปลดล็อกให้นำกัญชามาใช้อย่างถูกกฎหมายได้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะปลูกกัญชาหรือมีไว้ในครอบครองได้นะคะ

เพราะจะให้สิทธิเฉพาะ 8 กลุ่มนี้เท่านั้น

1. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์, เกษตรศาสตร์

2. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามและแก้ปัญหายาเสพติดหรือสภากาชาดไทย

3. ผู้ประกอบวิชาชีพเครือข่ายแพทย์ไทย และหมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

4. สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัย และเรียนด้านการแพทย์

5. ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย

6. ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

7. ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดและพกติดตัว

8. ผู้ขออนุญาตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถส่งต่อให้ทายาทหรือผู้ที่ได้รับความยินยอมได้

กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเสียชีวิตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ

อย่างไรก็ตามองค์กรและบุคคลดังกล่าวมีสิทธิเฉพาะในการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย

หรือมีไว้ครอบครองกัญชาและกระท่อมโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดและผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

กัญชา รักษาโรคอะไรได้บ้าง

สรรพคุณของกัญชาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยตามที่มีรายงาน มีดังนี้

1. ลดอาการคลื่นไส้-อาเจียนในผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัด

ภญ. ดร.สุภาพร ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า

ประโยชน์ของกัญชามีฤทธิ์ต้านอาเจียน ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

ทั้งนี้ยังมีหลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า กัญชามีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดแล้วคลื่นไส้-อาเจียน

2. ลดอาการปวด

ข้อมูลจากวารสารเภสัชศาสตร์อีสานระบุว่า สาร THC ในกัญชามีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ และยาต้านออกซิเดชั่น

3. รักษาโรคลมชัก

มีงานวิจัยที่ระบุว่า กัญชามีสรรพคุณรักษาโรคลมชักในเด็กที่รักษายาก หรือในผู้ป่วยเด็กโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ

4. รักษาโรคปลอกประสาทเสื่อม

ในงานวิจัยมีการระบุสรรพคุณของกัญชาที่ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่มีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือโรคเอ็ม เอส

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล ก็มีงานวิจัยที่ระบุว่า สารสกัดจากกัญชาอาจช่วยบรรเทาอาการปวดของผู้ป่วยได้

5. ช่วยให้ผ่อนคลาย

ภญ. ดร.สุภาพร ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า

ในตำรับยามีการนำกัญชามาเป็นยาอยู่หลายตำรับ โดยเฉพาะยานอนหลับ ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้หลับสบายขึ้น อีกทั้งกัญชายังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และยังแก้ท้องเสียได้ด้วย

6. อาจช่วยรักษามะเร็งปอด

สถาบันวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิจัยพบว่า สารในกัญชาส่งผลให้ก้อนมะเร็งปอดในตัวหนูทดลองเล็กลงได้

โดยในการศึกษาได้นำสาร THC และสาร CBN ซึ่งเป็นสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากกัญชา ฉีดลงไปที่เซลล์มะเร็งปอดของมนุษย์ในหนูทดลองทุกวัน

เป็นเวลา 3 สัปดาห์ กระทั่งพบว่า หนูทดลองที่ได้รับสาร THC และสาร CBN มีขนาดของก้อนมะเร็งเล็กลง จึงสรุปได้ว่า สารทั้ง 2 ตัว

มีฤทธิ์ต้านมะเร็งปอดของมนุษย์ในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง (อ่านข่าว ม.รังสิต แถลงผลวิจัยครั้งยิ่งใหญ่ พบสารในกัญชา ช่วยให้ก้อนมะเร็งปอดลดลง)

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของกัญชายังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงฤทธิ์ของกัญชาเพิ่มเติม ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้กัญชาในทางการแพทย์ และเลี่ยงผลข้างเคียงของกัญชาที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยนะคะ

กัญชา ในตำรับยาแพทย์แผนไทย

จากข้อมูลในตำราพระโอสถพระนารายณ์ และตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ พบข้อมูลตำรับยาไทยที่เข้ากัญชาอยู่หลายตำรับ

ซึ่งรวบรวมมาจากพระคัมภีร์หลายฉบับ แสดงให้เห็นว่า มีการใช้กัญชาประกอบเป็นตัวยาเพื่อบำบัดรักษาอาการป่วยต่าง ๆ มานานหลายร้อยปีแล้ว

ทั้งนี้ นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผอ.สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ยกตัวอย่างสรรพคุณตำรับยาไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ เช่น

– ตำรับศุขไสยาศน์ มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปวด เจริญอาหาร ซึ่งนำมาใช้ทดแทนหรือเสริมกับยาแผนปัจจุบันในกลุ่มยานอนหลับ ยาคลายเครียด

– ตำรับทำลายพระสุเมรุ มีฤทธิ์ช่วยแก้อาการแข็งเกร็งจากอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

– ตำรับน้ำมันสนั่นไตรภพ ช่วยเรื่องท้องมาน ท้องบวม คลายลมในท้อง ท้องอืดจากโรคมะเร็งตับ ใช้ทาบริเวณท้อง

– ตำรับทัพยาธิคุณ ช่วยเรื่องโรคเบาหวาน ลดน้ำตาล

โทษของกัญชาที่ต้องระวัง

กัญชาถูกควบคุมให้อยู่ภายใต้กฎหมายเนื่องจากกัญชาถือเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท กดประสาท

และหลอนประสาทในกรณีที่ใช้เกินกำหนดและไม่ถูกวิธี เพราะสารในกัญชาสามารถออกฤทธิ์ต่อจิตและระบบประสาท

โดยสารดังกล่าวจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสมองอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดโทษและอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

เช่น ทำให้ผู้เสพรู้สึกตื่นเต้น ช่างพูด กระสับกระส่าย และหัวเราะตลอดเวลา ก่อนจะกดประสาททำให้มีอาการซึมเศร้า ง่วงนอน เวียนศีรษะ

ปากแห้ง หากเสพเข้าไปในปริมาณมาก ๆ จะหลอนประสาท ทำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา health.kapook.com…

ตำรับยาไทย

ตำรับยาไทย ใช้เเทนยาแผนปัจจุบัน

กรกฎาคม 16, 2019 Sharee 0

ตำรับยาไทย

ด้าน ตำรับยาไทย นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า

-ตำรับศุขไสยาศน์ เป็นยาแคปซูลหรือลูกกลอน มีสรรพคุณช่วยนอนหลับ แก้ปวด เจริญอาหาร โดยจะใช้ทดแทนกลุ่มยานอนหลับ ยาคลายเครียด

-ตำรับทำลายพระสุเมรุ เป็นยาแคปซูลหรือลูกกลอน บาคาร่า มีฤทธิ์ช่วยทำลายอาการแข็งเกร็ง ใช้รักษาอัมพาต อัมพฤกษ์

-ตำรับทัพยาธิคุณ เป็นยาแคปซูลหรือลูกกลอน สรรพคุณใช้รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาล

-น้ำมันสนั่นไตรภพ มีสรรพคุณแก้ท้องมาน จากมะเร็งตับ และช่วยเรื่องขับลม
นพ.ขวัญชัย กล่าวต่อว่า แม้ขณะนี้จะอยู่ในขั้นตอนพิจารณา แต่ทางการแพทย์แผนไทยได้ทำเรื่องขอทาง อย. ในการหาแหล่งที่ปลูก ซึ่งตามตำราระบุว่า

“กัญชาสายพันธุ์ไทยปลูกบริเวณเชิงเขาภูพาน บริเวณลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งอยู่ใน จ.นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร

เบื้องต้นได้ประสานมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ในการขอใช้พื้นที่ 2 ไร่ เพื่อทำการปลูกในระบบควบคุม และนำมาทำเป็นสูตรตำรับยาแพทย์แผนไทยในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่กังวลคือหากมีการเข้มงวดมากจะกลายเป็นว่า สารสกัดยาเสพติดประเภท 2 จะเป็นสารสกัดที่นำเข้าหรือผลิตโดยต่างประเทศทั้งหมด

เพราะประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมหรือโรงงานที่ทำได้ ซึ่งจะทำให้เราเสียเปรียบ

“หลังจากนี้เราจะมีการเก็บข้อมูลเรื่องกัญชาเป็นสารเสพติด โดยจะมีการติดตามผลเมื่อจ่ายผู้ป่วยไปแล้วมีการติดหรือไม่

ซึ่งจะศึกษาในผู้ป่วย 100 ราย หากมีผลที่ดีคือมีสรรพคุณที่ดีปลอดภัยไม่ทำให้เสพติด ก็จะขยายโดยการเก็บข้อมูล 1,000 ราย

หากผลออกมาดีก็จะต่อยอดไปขึ้นในทะเบียนบัญชียาหลักแห่งชาติ ของแพทย์แผนไทย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งต้องรอปลดล็อกก่อน” นพ.ขวัญชัย กล่าว

สำหรับกรณีตำรับยาสนั่นไตรภพ เมื่อไม่มีกัญชาผสม ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลงหรือไม่ ?

“จริงๆ ยาที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มีหลายตำรับที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมมาก่อน แต่เนื่องจากปัจจุบันติดล็อกทางกฎหมาย ทำให้ต้องตัดกัญชาออกไป

ซึ่งเราไม่ได้ใช้ยาที่มีกัญชามานานมากแล้ว จึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าแบบไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ส่วนที่ยังติดล็อกทางกฎหมายอยู่นั้น

ก็เป็นเรื่องของนโยบาย ซึ่งต้องรอลุ้นว่าจะปลดล็อกได้หรือไม่”…

การบูร

10 ประโยชน์ของการบูร กลิ่นหอมชื่นใจ บำรุงร่างกายก็ดี

กรกฎาคม 15, 2019 Sharee 0

การบูร

สมุนไพรอย่างการบูรนอกจากกลิ่นจะหอมสดชื่นแล้ว

การบูรยังมีสรรพคุณทางยาและประโยชน์อีกหลายอย่างเลยล่ะ

เชื่อว่าหลายคนติดใจกลิ่นของการบูรเข้าอย่างจัง และมักจะสูดดมการบูรบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่รู้ไหมคะว่าการบูรมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่านั้น

และยังมีสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจอีกพอตัว บาคาร่า เอาเป็นว่ามาทำความรู้จักการบูรให้มากขึ้นกันเถอะ

การบูร นี่ชื่อไทย แล้วภาษาอังกฤษชื่ออะไรล่ะ

การบูรมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum camphora (L.) J. Presl. เป็นพืชในวงศ์ Lauraceae

ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของการบูรสามารถเรียกว่า Camphor หรือ Menthol ก็ได้ ส่วนในไทยนอกจากจะเรียกว่าการบูรแล้ว

ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น อบเชยญวน พรมเส็ง หรือเจียโล่ (คนไทยเชื้อสายจีน)

การบูร ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

การบูรเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ความสูงตั้งแต่ 9-30 เมตร ลำต้นและกิ่งเรียบ ทุกส่วนของต้นการบูรมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะที่รากและโคนต้นจะมีกลิ่นหอมมากกว่าส่วนอื่น ๆ

ใบการบูรเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นรูปไข่หรือรูปรี กว้าง 2-7 เซนติเมตร ยาว 5-11 เซนติเมตร โดยประมาณ ปลายใบเรียวแหลม อยู่เรียงตรงข้ามกัน ใบมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

และยอดอ่อนจะมีใบสีเหลืองแกมน้ำตาลหุ้มอยู่

ดอกออกเป็นช่อแบบแยกแขนง ดอกจะออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวเหลืองหรืออมเขียว ออกดอกในช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคม

ผลการบูรเป็นรูปทรงไข่ค่อนข้างกลม ในผลมีเนื้ออยู่เล็กน้อย มีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด ขนาดของผลยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ

ทั้งนี้เกล็ดสีขาวของการบูรที่เราเคยเห็นและรู้จัก จะเป็นผลึกที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ของต้นการบูร ซึ่งจะมีอยู่ทั่วทั้งต้น อยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้

แต่จะมีมากที่สุดในส่วนแก่นของรากและแก่นของต้น โดยส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ผงการบูรจะเป็นเกล็ดกลมเล็ก ๆ

สีขาว แห้ง อาจจับกันเป็นก้อนร่วน ๆ แตกง่าย และหากทิ้งไว้ในอากาศจะระเหิดไปหมด ส่วนเปลือกรากและกิ่งสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้

ประโยชน์ของการบูร ช่วยบำรุงสุขภาพได้

1. แก้เคล็ดขัดยอก

การบูรมีรสร้อนปร่าเมา ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก แก้เท้าแพลง แก้ปวดข้อ โดยใช้ขัดถูตามตัว

ทว่าส่วนใหญ่จะนำการบูรไปผสมเป็นตำรับยาทาแก้เคล็ดขัดยอกแถมด้วยสรรพคุณต่าง ๆ เช่น ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์”

ที่มีการบูรผสมสมุนไพรอื่น ๆ ช่วยบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา

2. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย
ในยาหม่องหรือน้ำมันแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยส่วนใหญ่จะมีการบูรเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย เนื่องจากการบูรมีฤทธิ์ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

3. ขับลม ขับเสมหะ

ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 1) ระบุว่า หากเป็นส่วนประกอบของยาใช้ภายใน การบูรมีสรรพคุณบำรุงธาตุ

ขับลม ขับเสมหะ แก้ธาตุพิการ บรรเทาอาการจุกเสียด ปวดท้อง และช่วยกระจายลม

4. แก้อาการหน้ามืด วิงเวียน
ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 1) ระบุด้วยว่า การบูรมีสรรพคุณแก้อาการหน้ามืด ปวดศีรษะ แก้วิงเวียน ช่วยกระตุ้นหัวใจ

และแก้คันได้ โดยใช้การบูรเป็นส่วนประกอบในยาใช้ภายนอก

5. บำรุงหัวใจ

การบูรมักจะถูกนำไปปรุงเป็นยาหอมต่าง ๆ เช่น ยาหอมเทพจิตร มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และแก้ไข้หวัดคัดจมูก

6. แก้ปวดท้อง
ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พบว่ามีการใช้การบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ โดยปรุงเป็นยาธาตุบรรจบ มีสรรพคุณแก้ปวดท้อง

แก้ท้องเสียชนิดไม่ติดเชื้อ บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น

7. บรรเทาอาการปวดประจำเดือน

ตำรับยาเลือดงาม และยาประสะไพล ซึ่งมีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ ขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร และรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนมาน้อย

8. แก้ปวดฟัน
คนในสมัยก่อนนำการบูรมาใช้อุดฟันที่ปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน และปัจจุบันยังนำการบูรมาใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟันสมุนไพรและน้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยให้ปากหอมสดชื่น

9. ต้านเชื้อแบคทีเรีย

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เผยผลการทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของการบูรโดยพบว่า สาร pinoresinol

ในการบูรออกฤทธิ์ยับยั้งและฆ่าเชื้อ B. subtilis ได้ดีที่สุด รองลงมาคือเชื้อ P. aeruginosa ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้อาหารบูดเสีย

โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ซึ่งสาร pinoresinol ในการบูรมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นสารกันเสียที่ได้จากธรรมชาติต่อไป

10. ต้านการอักเสบ

มีงานวิจัยสรรพคุณของการบูรในด้านต้านอาการอักเสบ ซึ่งผลวิจัยพบว่า การบูรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเซลล์ที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ

ยับยั้งไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของโมเลกุล และเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่จะมารวมตัวกันในบริเวณที่เกิดการอักเสบ แต่ทั้งนี้การทดลองดังกล่าวเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของการบูรในคนต่อไป

นอกจากนี้หากนำการบูรไปวางในห้อง หรือตู้เสื้อผ้า การบูรจะช่วยไล่แมลงและไล่ยุงได้ด้วยนะคะ

การบูร มีโทษเหมือนกันนะ

ส่วนใหญ่เราจะเห็นการบูรในลักษณะยาใช้ภายนอก ซึ่งแสดงว่าการบูรเป็นสมุนไพรที่ไม่ควรรับประทานเข้าไป

โดยมีรายงานว่า การรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม อาจทำให้เสียชีวิตได้ และหากรับประทานการบูรเกินครั้งละ 2 กรัม

ก็จะทำให้หมดสติ และเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และสมอง อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ

กล้ามเนื้อสั่น เกิดการชัก กระตุก สมองทำงานบกพร่อง สับสน

อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วร่างกายมีกลไกขับสารจากการบูรออกทางปัสสาวะ คล้ายกับการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย

ดังนั้นหากไม่ได้รับการบูรเกินขนาด ก็จะไม่ตกค้างจนเกิดอันตรายต่อตับและไต

ติดยาดม ดมการบูรบ่อย ๆ อันตรายไหม
การสูดดมการบูรที่ทำเป็นยาดมอาจไม่เป็นอันตราย เพราะผ่านการเจือจางสารการบูรให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย

ว่าในกรณีสูดดมการบูรที่มีความเข้มข้นในอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูก ตา และลำคอ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นพิษของการบูรที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตคือการบูรที่มีความเข้มข้น 200 mg/m3

และส่วนใหญ่ความเป็นพิษของการบูรจะเกิดก็ต่อเมื่อเรารับประทานการบูรเข้าไป ดังนั้นแนะนำให้ใช้การบูรเป็นยาภายนอก และใช้การบูรในขนาดที่เหมาะสมจะปลอดภัยกว่าค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา health.kapook.com…

ประโยชน์

9 ประโยชน์เพื่อสุขภาพของกระเทียม ที่คุณอาจคาดไม่ถึง !

กรกฎาคม 14, 2019 Sharee 0

ประโยชน์

9 ประโยชน์เพื่อสุขภาพของกระเทียม ที่คุณอาจคาดไม่ถึง !

จะเห็นได้ว่าสมุนไพรและเครื่องเทศกลิ่นแรงอย่างกระเทียมเป็นส่วนประกอบหลักในเมนูอาหารหลายจานทั้งไทยและเทศ นั่นก็เพราะว่ากระเทียมมีประโยชน์ทั้งในเรื่องของการชูรส และมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพเราด้วย แต่กลิ่นแรง ๆ ของเจ้ากระเทียมก็อาจจะทำให้ใครหลายคนส่ายหัวปฏิเสธ ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมมีประโยชน์ของกระเทียมมาบอกให้ได้รู้กัน เผื่อคราวหน้าคราวหลังจะได้ยอมกินกระเทียมกันอย่างเต็มใจค่ะ

1. แก้ปัญหาผมหลุดร่วง

ปัญหาผมหลุดร่วงคงเป็นปัญหากวนใจใครหลาย ๆ คน บาคาร่า โดยเฉพาะสาวผมยาว และผมที่ผ่านการทำเคมีต่าง ๆ เช่น การดัด ย้อม หรือยืด แต่ทราบไหมคะว่า กระเทียมช่วยยับยั้งปัญหาเหล่านี้ได้ชะงัด เพียงแค่ฝานกระเทียมเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วนำมานวดศีรษะ หรือจะผสมลงในออยล์แล้วนำมานวดศีรษะก็ได้เช่นกัน เพราะในกระเทียมมีอัลซิลิน (allicin) และซัลเฟอร์ (sulfur) สูง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดปัญหาผมหลุดร่วงนั่นเอง
2. รักษาสิว

กระเทียมถือเป็นยารักษาสิวจากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เพราะมีแอนติออกซิแดนท์ ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อยู่หมัด เราจึงสามารถนำมาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้ โดยฝานกระเทียมสดบาง ๆ แล้วนำมาประคบลงบนสิวเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกด้วยนำสะอาด เท่านี้สิวกวนใจก็จะอันตรธานหายไปอย่างแน่นอน

3. ป้องกันและรักษาโรคหวัด

ถ้าเรามีสารแอนติออกซิแดนท์พอเพียงในระบบภูมิคุ้มกัน เราก็จะป่วยได้ยาก ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากเราจะเพิ่มสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกายมีกำลังไปต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ด้วยการรับประทานกระเทียมเป็นประจำ แต่หากตอนนี้การป้องกันดูท่าจะไม่ทัน เพราะโรคหวัดเข้ามาคุกคามเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถไล่หวัดได้ง่าย ๆ ด้วยการหั่นกระเทียมเป็นแว่น แช่ในน้ำร้อนประมาณ 2-3 นาที แล้วกรองเอากากออก จิบเป็นชากระเทียมอุ่น ๆ ก็ดี หรือถ้าทนกลิ่นไม่ไหว จะเติมน้ำผึ้งหรือน้ำขิงเข้าไปสักหน่อยก็ได้จ้า

4. บรรเทาอาการอักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน

เมื่อกระเทียมมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ดังนั้นจึงช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากผื่นแดงได้ดี โดยเฉพาะผื่นแดงที่เกิดจากโรคสะเก็ดเงิน ให้ทาน้ำมันกระเทียมบริเวณที่เป็นแผล เพื่อให้สะเก็ดหลุดไป และลดผื่นแดงบนผิวหนังก็ได้ค่ะ

5. ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ผลการศึกษาจาก Nutritionist Cynthia Sass ที่ทำการศึกษากับหนูที่กินกระเทียมพบว่า หนูที่กินกระเทียมมีน้ำหนักและการสะสมของไขมันลดลง ฉะนั้นก็พยายามกินกระเทียมที่ผสมอยู่ในอาหารกันเยอะ ๆ หรือสำหรับคนที่ทนกลิ่นไม่ได้จริง ๆ ก็เลือกกินอาหารเสริมอย่างเช่น กระเทียมอัดเม็ดก็ได้ค่ะ

6. ถอนเสี้ยน

เสี้ยนที่ตำเท้าหรือมือเราให้เจ็บแปลบ สามารถกำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยการแปะกระเทียมฝานบาง ๆ แล้วพันทับด้วยผ้าพันแผล วิธีนี้เป็นวิธีธรรมชาติที่ใช้กันมายาวนาน และได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลจริงด้วยค่ะ

7. กำจัดกลิ่นเท้า

ปัญหากลิ่นเท้าเกิดจากการที่เท้าเจอความอับชื้น ทำให้เกิดเชื้อรา ตามมาด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์และอาการคัน แต่เราสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำอุ่นผสมกระเทียมบด ทิ้งไว้สักพัก กลิ่นไม่พึงประสงค์และอาการคันก็จะหายไป เพราะในกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรานั่นเองจ้า

8. ไล่ยุงและแมลงสัตว์กัดต่อย

แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ฟันธงว่ากระเทียมจะสามารถไล่ยุงและแมลงได้ แต่ก็มีผลการวิจัยจากประเทศอินเดียที่พบว่า คนที่ทากระเทียมลงบนแขนขา จะโดนยุงและแมลงสัตว์กัดต่อยทุกชนิดรบกวนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ทา เขาเลยแนะนำให้ทำยากันยุงง่าย ๆ ด้วยการผสมน้ำมันกระเทียม ปิโตรเลียมเจล และขี้ผึ้งเข้าด้วยกัน หรือจะทากระเทียมสด ๆ ลงบนแขนขาเพื่อป้องกันยุงก็แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ

9. รักษาโรคส่าไข้

โรคส่าไข้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Human Herpesvirus Type 6(HHV 6) ซึ่งอาการของโรคจะคล้ายคลึงกับโรคหัด หรืออีสุกอีใส เพราะจะเกิดตุ่มแดง และแผลอักเสบบนร่างกาย ซึ่งวิธีรักษาด้วยธรรมชาติที่เห็นผลก็คือ นำกระเทียมบดมาประคบลงบนแผลโดยตรง เพื่อรักษาอาการอักเสบและลดอาการบวม ร่วมกับการรับประทานอาหารเสริมจากสารสกัดกระเทียม เช่น กระเทียมอัดเม็ด หรือน้ำมันกระเทียมก็จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

เห็นไหมคะว่ากระเทียมมีประโยชน์อนันต์จริง ๆ รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ชอบเขี่ยกระเทียมไว้ข้างจานเพราะทนกลิ่นไม่ไหว ก็คงต้องกลั้นหายใจและหลับตากลืนเครื่องเทศมีประโยชน์ชนิดนี้เข้าไปแล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าคิดว่าทนไม่ไหวจริง ๆ ทั้งกลิ่นและรสชาติ เดี๋ยวนี้ก็มีตัวเลือกเป็นอาหารเสริมให้ได้ซื้อหามากินเพื่อสุขภาพที่ดีกันเยอะเชียวล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา health.kapook.com…

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง สรรพคุณดีงาม ลดความดัน ไขมัน บำรุงหัวใจ

กรกฎาคม 12, 2019 Sharee 0

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงมีความดีงามเบอร์แรงมาก ๆ จัดเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่หาง่าย รสชาติอร่อย ราคาก็ไม่แพงอีกต่างหาก

กระเจี๊ยบแดง หลายคนคงนึกไปถึงน้ำกระเจี๊ยบสีแดง ๆ รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วชื่นใจ บาคาร่า แล้วเคยสงสัยถึงสรรพคุณกระเจี๊ยบกันบ้างไหมคะว่า กระเจี๊ยบ สรรพคุณดีต่อสุขภาพยังไงบ้าง ถ้ายังไม่ทราบก็มารู้จักประโยชน์ของกระเจี๊ยบแดงกันเลย

กระเจี๊ยบ สมุนไพรไทยสีแดงแรงฤทธิ์

กระเจี๊ยบแดงมีชื่อทางวิทยาศาตร์ว่า Hibiscus sabdaiffa L. ชื่อภาษาอังกฤษของกระเจี๊ยบแดงคือ Jamaica sorrel หรือ Roselle ส่วนในบ้านเราเรียกกันทั้งกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้มปู เป็นต้น

ถิ่นกำเนิดของกระเจี๊ยบแดงอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันตก จากนั้นได้มีการนำกระเจี๊ยบแดงมาปลูกในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรทั่วไป ต้นกระเจี๊ยบจะชอบแดดจัดและจะเติบโตได้ดีในดินที่มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ ดังนั้นกระเจี๊ยบจึงปลูกในบ้านเราได้สบาย ๆ กลายเป็นพืชสมุนไพรที่หาง่ายมาก ๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกระเจี๊ยบแดงจะเป็นไม้พุ่ม ความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร กิ่งก้านของต้นมีสีม่วงแดง มีขนตามกิ่งและก้านรำไร ใบกระเจี๊ยบเป็นใบเดี่ยว รูปทรงไข่หรือรูปนิ้วมือ ขนาดใบกว้างกระมาณ 7-12 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ขอบใบจัก

ส่วนดอกกระเจี๊ยบมีสีเหลือง กลางดอกมีสีม่วงอมแดง ขนาดความดอกกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ดอกกระเจี๊ยบจะออกเดี่ยวหรือดอกคู่ตามซอกใบ ในดอกกระเจี๊ยบมีเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเผ็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง

คราวนี้เรามาดูสรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงกันบ้างดีกว่า กระเจี๊ยบแดง สรรพคุณจะแรงฤทธิ์เหมือนสีที่แจ่มจรัสไหม ตามมาดูกันค่ะ

1. ลดไข้

ในกระเจี๊ยบมีสารพฤกษเคมีที่สำคัญ คือ สารต้านอนุมูลอิสระทั้งสารในกลุ่มฟีนอลิก สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ และสารในกลุ่มแอนโธไซยานิน ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการแสดงให้เห็นว่า สารพฤกษเคมีดังกล่าวมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดไข้ และต้านการอักเสบ นอกจากนี้วิตามินซีในกระเจี๊ยบยังมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วยนะคะ

2. แก้ไอ ละลายเสมหะ

ในตำรับยาแผนโบราณพบว่าใบกระเจี๊ยบมีฤทธิ์แก้ไอ ละลายเสมหะ ขับเมือกมันในลำคอให้ไหลลงสู่ทวารหนัก ทั้งยังช่วยแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้อีกต่างหาก

3. ขับปัสสาวะ

จากการศึกษาให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสกัดกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดง พบว่า กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะได้ดี โดยในการทดลองได้ใช้กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดงตากแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม ชงน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว หรือประมาณ 300 มิลลิลิตร ให้ผู้ป่วยดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ส่วนในตำราพื้นบ้าน แนะนำให้นำกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงมาชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้

4. แก้กระหาย ให้ร่างกายสดชื่น
ดอกกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยว เพราะมีวิตามินซี และกรดซิตริก จึงช่วยขับน้ำลายและแก้กระหาย โดยนำดอกกระเจี๊ยบตากแห้ง ต้มในน้ำเดือดเป็นน้ำกระเจี๊ยบหอมหวานชื่นใจ

5. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

ดอกกระเจี๊ยบมีสรรพคุณต้านการอักเสบ และมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ

6. ลดไขมันในเลือด

ส่วนเมล็ดของกระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด โดยนำเมล็ดกระเจี๊ยบตากแห้งมาบดให้เป็นผง จากนั้นนำมาชงกับน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่ม ช่วยลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด ขับน้ำดี แก้ปัสสาวะขัด

อควรระวังของกระเจี๊ยบแดง

โทษและความเป็นพิษของกระเจี๊ยบแดงก็มีเหมือนกันนะคะ โดยจากการศึกษาพบว่า สารสกัดดอกกระเจี๊ยบแดงในปริมาณที่มากเกินไปมีผลต่อการสร้างอสุจิและจำนวนอสุจิที่ลดลง จึงไม่ควรกินกระเจี๊ยบแดงในปริมาณมาก หรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องก็ไม่ควรทานกระเจี๊ยบแดง รวมทั้งสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการกินกระเจี๊ยบแดงติดต่อกันเป็นเวลานานเช่นกันค่ะ เพราะผลการศึกษาในหนูทดลองพบว่า อาจทำให้ลูกหนูเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง

ส่วนกระเจี๊ยบแดงที่ถูกใช้มากที่สุดก็เป็นกลีบเลี้ยงหรือที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นส่วนดอกของกระเจี๊ยบนั่นเองค่ะ และนอกจากทำน้ำกระเจี๊ยบดื่มแก้กระหายแล้ว เรายังสามารถนำยอดและใบอ่อนของกระเจี๊ยบมาปรุงอาหาร หรือคั้นเอาสีแดงของกลีบดอกมาแต่งสีอาหารได้ด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา kapook.com…

โรคโลหิตจาง

สมุนไพรบำรุงเลือด บรรเทา โรคโลหิตจาง

กรกฎาคม 11, 2019 Sharee 0

โรคโลหิตจาง (anemia) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในเพศหญิง และมีโอกาสในการเกิดอาการต่างๆ เช่น ความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการปวดหัว ผิวหนังซีด และสูญเสียความทรงจำ ผู้คนจึงควรตระหนักถึงโรคโลหิตจางและอาการของมันอย่างจริงจัง และเพื่อรับมือกับอาการของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจาง คืออะไร?
โรคโลหิตจาง เป็นอาการที่เลือดไม่สามารถผลิตฮีโมโกลบินหรือเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเพียงพอ ฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่มีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจน ดังนั้น หากคุณมีภาวะโลหิตจาง เซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราจะไม่สามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอ จะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย ผิวหนังซีด และหายใจไม่ออก บาคาร่า

ประเภทของโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจางมีหลากหลายประเภท ได้แก่

โรคทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell) โรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (pernicious anemia)

การดูดซึมผิดปกติ เช่น โรคโลหิตจางจากการขาดกรดโฟลิก (megaloblastic anemia) การขาดสารอาหาร เช่น ภาวะขาดวิตามิน ภาวะขาดธาตุเหล็ก

สมุนไพรสำหรับโรคโลหิตจาง
ผักกาดส้ม
เพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมในการเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้อย่างรวดเร็ว ผักกาดส้ม (Yellow Dock) จึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับการแนะนำอย่างมากในการรักษาโรคโลหิตจาง ผักกาดส้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บธาตุเหล็กของตับ จึงกลายเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโลหิตจาง โดยทั่วไป สมุนไพรชนิดนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยมากๆ นอกจากนี้ ผักกาดส้มยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้โดยการผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ อย่างเช่น ดอกโคลเวอร์แดง หรือดอกโบตั๋น

ถั่วอัลฟัลฟา
ถั่วอัลฟัลฟา (Alfalfa) สามารถเพิ่มปริมาณเลือดของคุณ เพราะมีจำนวนของโฟโตเคมีคัล (photo-chemical) อยู่จำนวนมาก ถั่วอัลฟัลฟายังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยโลหิตจาง ผู้คนมักจะใช้ถั่วชนิดนี้ลงไปในแซนด์วิช สลัด หรือแม้กระทั่งใช้ทำอาหาร

มะขามป้อม
มะขามป้อมเป็นแหล่งรวมวิตามิน ซี จำนวนมาก และเป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามิน ซี มีบทบาทสำคัญมากต่อการดูดซึมธาตุเหล็กในเลือด คุณสามารถเพิ่มรสชาติของน้ำมะขามป้อมได้ด้วยการใส่น้ำผึ้งลงไป

แดนดิไลออน และรากโกโบ
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากนำแดนดิไลออน (Dandelion) และรากโกโบ (Burdock root) มาใช้ร่วมกัน ความสามารถที่ได้จากการผสมผสาน 2 สิ่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการบรรเทาโรคโลหิตจาง โดยเฉพาะกับโรคโลหิตจางที่ขาดแคลนธาตุ B12 โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก
AdvertisementReplay Ad

โรคโลหิตจางโดยทั่วไปมีสาเหตุเกิดจากการขาดแคลนธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียวเข้ม นอกเหนือจากการเพิ่มธาตุเหล็กลงไปในอาหาร คุณยังสามารถใช้สมุนไพรที่เป็นตัวสนับสนุนสำคัญในการจัดการกับโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก พืชตระกูลส้มที่อุดมไปด้วย วิตามิน ซี ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาการดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้น ในบรรดาพืชตระกูลส้ม น้ำมะนาวจัดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในเรื่องนี้ ต้นเนตเทิล (nettle) นอกเหนือจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี และเค วิตามินเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบดูดซับธาตุเหล็กของร่างกายให้ดีขึ้น เนื่องด้วยรสชาติที่ดี บวกกับการอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จึงทำให้อะโวคาโดกลายมาเป็นตัวเลือกที่ดีในการรักษาโรคโลหิตจาง

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com…

มีทั้งคุณและโทษ

มีทั้งคุณและโทษ ยาสมุนไพร หากใช้ไม่ถูกโรค ไม่ถูกวิธี

กรกฎาคม 10, 2019 Sharee 0

มีทั้งคุณและโทษ ยาสมุนไพร หากใช้ไม่ถูกโรค ไม่ถูกวิธี

มีทั้งคุณและโทษ ยาสมุนไพร หากใช้ไม่ถูกโรค ไม่ถูกวิธี

ยาสมุนไพร คือ ยาที่ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช สัตว์ และแร่ธาตุจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณในทางยา มนุษย์หลาย วัฒนธรรม ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต่างรู้จักการใช้ยาสมุนไพรเพื่อรักษาบรรเทาอาการเจ็บป่วยมาช้านาน ดังมีหลักฐานปรากฏในตำรายาเก่าแก่มากมาย บาคาร่า ถึงอย่างนั้นยาสมุนไพรก็คลายความนิยมลงไปเมื่อมีการคิดค้นยาสมัยใหม่ หรือยาเคมีเกิดขึ้นมา อย่างไรก็ตาม คนบางกลุ่มยังคงเชื่อมั่นและนิยมใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคอยู่ ปฏิเสธยาสมัยใหม่ บางกลุ่มก็หันมาใช้ยาสมุนไพรเพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมี

ยาสมุนไพรคล้ายคลึงกับยาแผนปัจจุบัน คือ มีผลกระทบต่อร่างกายได้หากใช้ไม่ถูกวิธี ใช้ไม่ถูกต้อง และใช้ไม่เหมาะสม จึงต้องมีการกำหนดขนาดการใช้และข้อควรระวังในเรื่องผลข้างเคียง เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน

ใครควรใช้ยาสมุนไพร
อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นรักษาโรคอยู่แล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคตับ หรือโรคไต ผู้ที่ต้องได้รับการผ่าตัด ผู้สูงอายุ และเด็ก ส่วนผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนที่จะเริ่มใช้ยาสมุนไพรเสมอ

ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาสมุนไพร

  • อาจเกิดปัญหากับยาชนิดอื่นๆ ได้ คือ อาจไปเพิ่ม หรือลดประสิทธิภาพ รวมถึงผลข้างเคียงของยาเหล่านั้นได้
  • อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรืออาการแพ้ได้ จากการใช้ยาสมุนไพร เช่น มะเกลือมีฤทธิ์ในการถ่ายพยาธิ แต่มีผลข้างเคียงคือ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หลังจากนั้นจะตามัว และตาบอดตามลำดับได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลมะเกลือที่แก่เต็มที่จนมีสีดำนั้น อาจจะมีสารแนฟทาลีน (naphthalene) ซึ่งเป็นพิษต่อประสาทตาโดยตรง
  • บางชนิดอาจไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนว่า มีความปลอดภัยต่อการใช้
  • ข้อมูล และหลักฐานทางวิทยศาสตร์ยังคงมีจำกัด อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายใช้แล้วได้ผล ส่วนมากยาสมุนไพรมักจะใช้กับการแพทย์แผนโบราณ หรือตามความเชื่อของผู้ป่วย
  • ถ้าเป็นโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ผลดีก็ไม่ควรรักษาด้วยสมุนไพร เช่น บาดทะยัก พิษสุนัขบ้า
  • ถ้ามีอาการที่ต้องการับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น ท้องเดินอย่างรุนแรง ตกเลือดมาก หายใจไม่ออก
  • ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะอาจเกิดการสะสมที่ตับได้
  • ถ้าใช้สมุนไพรแล้วมีอาการพิษ หรืออาการข้างเคียงเกิดขึ้นควรหยุดใช้ยาสมุนไพร และไปพบแพทย์
  • ถ้าผู้ป่วยต้องเข้าพบแพทย์ หรือมีปัญหาสุขภาพ หรือต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่า ใช้ยาสมุนไพรชนิดใดบ้าง

ยาสมุนไพรและการผ่าตัด

ผู้ป่วยต้องแจ้งแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะได้รับการผ่าตัดว่าตนเองใช้ยาสมุนไพรอยู่ และใช้ชนิดใดบ้าง เนื่องจากบางชนิดมีผลกับยาสลบ ยาชา หรือยาชนิดอื่นที่ผู้ป่วยต้องใช้ในระหว่างและหลังการผ่าตัด
บางชนิดส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และ ความดันโลหิต ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกไม่หยุดระหว่าง หรือหลังการผ่าตัดแพทย์จะสั่งให้หยุดยาสมุนไพรทุกชนิดก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

จะเลือกซื้อยาสมุนไพรอย่างไร

  • ควรเลือกซื้อยาสมุนไพรที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาแล้วซึ่งจะมีตราสัญลักษณ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ หมายความว่า มีการผลิตที่ผ่านมาตรฐานและตรงตามกฎหมายกำหนด ส่งผลถึงความปลอดภัยในการใช้ของผู้ป่วย
  • ยาสมุนไพรโดยมากจะผลิตมาสำหรับโรคที่ไม่ร้ายแรง หรืออาการที่ผู้ป่วยสามารถรักษาด้วยตนเองได้ เช่น ไอ เป็นหวัด หรืออาการปวดเล็กน้อย เป็นต้น การใช้ยาสมุนไพรกับโรคที่ร้ายแรงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มใช้
  • ยาสมุนไพรที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยา ไม่ได้หมายความว่า จะมีความปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยทุกประเภท ดังนั้นก่อนใช้ยาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ความเสี่ยงในการสั่งซื้อยาสมุนไพรออนไลน์

  • การสั่งซื้อออนไลน์อาจเสี่ยงต่อการได้รับของปลอม ยาต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีสารปนเปื้อนเจือปนอยู่มากกว่าสินค้าปกติ
  • ยาที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน หรือยาที่ไม่ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยา ผู้ประกอบการอาจจะนำมาขายออนไลน์แทนเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมาย หรืออาจมียาทำปลอม ลอกเลียนแบบ หรืออาจมีการลักลอบผสมสารต้องห้าม ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบรายชื่อสารเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์ขององค์การอาหารและยา ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ผู้ป่วยไม่ควรสั่งซื้อยาสมุนไพรออนไลน์ ควรซื้อสินค้าจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรให้คำปรึกษา
  • ยาลดน้ำหนักจากสมุนไพร หรือยาเสริมสมรรถภาพทางเพศจากสมุนไพร เป็นสินค้าที่ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากโดยมากจะลักลอบผสมสารอันตราย หรือสารเคมี โดยไม่ได้แจ้งไว้ในฉลาก
  • การรายงานผลข้างเคียงต่อการใช้ยาสมุนไพร
  • ผู้ใช้ยาสมุนไพรสามารถรายงานผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยาสมุนไพรได้ โดยการโทรศัพท์แจ้งองค์การอาหารและยา หรือกรมคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อรับการช่วยเหลือต่อไป และที่สำคัญที่สุดหาเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาสมุนไพร ให้หยุดยาแล้วรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

ยาสมุนไพรก็เหมือนยาสมัยใหม่ที่มีทั้งคุณและโทษ แม้จะปราศจากสารเคมี แต่หากใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกโรค ใช้ผิดวิธี หรือใช้สินค้าไม่ได้มาตรฐานก็อาจนำมาซึ่งอันตรายต่อร่างกายและชีวิตได้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา www.honestdocs.co

สะบ้าลิง

สะบ้าลิง สมุนไพร

กรกฎาคม 9, 2019 Sharee 0

สะบ้าลิง สมุนไพร

สะบ้าลิง สมุนไพร

ชื่ออื่น
มะบ้าวอก (เหนือ), ผักตีนแลน, มะบ้าลิง (เชียงใหม่), มะบ้าปน (เชียงใหม่, ลำพูน), ทบทวน, ลิ้นแลน, มะขามเครือ (ชัยภูมิ), หมากแทน (ยโสธร), บ้าบนใหญ่ (อุบลราชธานี), สะบ้าลาย (กลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์
Entada glandulosa Pierre ex Gagnep.
ชื่อวงศ์
Leguminosae -Mimosoideae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ กิ่งมีขน บาคาร่า ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ปลายใบคู่ เรียงสลับ ช่อใบประกอบที่มีใบย่อย 2 คู่ ใบประกอบคู่ปลายเปลี่ยนรูปร่างเป็นมือเกาะ ใบย่อยมี 5-8 คู่ เรียงตรงข้าม รูปวงรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง 0.5-1.7 เซนติเมตร ยาว 1.2 – 4 เซนติเมตร ฐานใบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบกลมมีติ่ง ขอบใบเรียบมีขน ผิวใบด้านบนมีขน ผิวใบด้านล่างเกลี้ยง ก้านใบยาว 1.8-4 ซม. แกนกลางใบประกอบยาว 4.5-10 ซม. ดอกช่อกระจะเชิงลด ออกที่ซอกใบและเหนือซอกใบ ยาว 7-12 เซนติเมตร มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเกือบไร้ก้าน กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง มี 5 กลีบ ยาว 4.5-5.5 มม. ด้านนอกช่วงล่างมีแนวต่อมขนาดเล็ก 2 แนว รูปขอบขนานแกมรูปหอก ปลายแหลม ขอบเรียบ โคนเชื่อมกัน ปลายแยก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ผิวด้านนอกมีขนละเอียด ผิวด้านในเกลี้ยง ยาวประมาณ 2-2.5 มม. ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปสามเหลี่ยมตื้นๆ เกสรเพศผู้มี 10 อัน เชื่อมกันที่ฐาน ยาว 9 อัน สั้น 1 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 1 ซม. หรือยาวกว่าเล็กน้อย เกสรเพศเมีย มีรังไข่เหนือวงกลีบ ผิวเรียบ รังไข่เกลี้ยง ยาวประมาณ 3 มม. ผลเป็นฝัก รูปขอบขนาน โค้งงอ สีน้ำตาล ยาวได้ถึง 35 ซม. กว้าง 2.2-2.6 ซม. มีรอยเว้าระหว่างเมล็ด ผนังด้านนอกค่อนข้างหนา เมื่อแก่หักเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนมี 1 เมล็ด รูปเกือบกลม แบน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.8 ซม. เปลือกนอกแข็งสีน้ำตาลดำ พบตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร ออกดอกราวเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
สรรพคุณทางสมุนไพร ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ เมล็ด หรือราก ฝนเหล้าทา และฝนน้ำกิน แก้โรคผิวหนัง และแผลเรื้อรัง ทั้งต้น ผสมในลูกประคบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อย
ตำรายาไทย เนื้อในเมล็ดดิบ รสเบื่อเมา แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน โรคเรื้อน คุดทะราด มะเร็ง เป็นยาเบื่อเมา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ถ้าสุมไฟให้ไหม้เกรียมดำผสมกับยาอื่นๆรับประทานแก้ไข้พิษเซื่องซึม

ขอขอบคุณแหล่งที่มา samunpai2525.blogspot.com

1 2 3 4 5 11