No Image

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า

สิงหาคม 7, 2019 Sharee 0

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า

กระทุงหมาบ้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f. จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE – ASCLEPIADACEAE)

สมุนไพรกระทุงหมาบ้า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักฮ้วนหมู (เชียงใหม่), เครือเขาคลอน (อุบลราชธานี), ผักง่วนหมู ต้นง่วนหมู หัวเขาคอน (ร้อยเอ็ด), มวนหูกวาง (เพชรบุรี), เครือเขาหมู ผักฮ้วนหมู ฮ้วนหมู (ภาคเหนือ), กระทุงหมาบ้า คันชุนสุนัขบ้า (ภาคกลาง), เถาคัน (ภาคใต้), มุ้งหมู, ฮ้วน, ผักม้วน, ผักโง้น, ผักง้วน, ผักง้วนหมู เป็นต้น บาคาร่า

ลักษณะของกระทุงหมาบ้า
ต้นกระทุงหมาบ้า จัดเป็นพรรณไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ยาวได้ถึง 10 เมตร เถาจะพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเป็นเถากลม เปลือกเถาอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนเถาแก่เป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลอ่อน ตามผิวกิ่งตะปุ่มตะป่ำและมีช่องอากาศ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียจนถึงจีนตอนใต้ ไต้หวัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ป่าราบ หรือบริเวณชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศ

ใบกระทุงหมาบ้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือเกือบกลม ปลายใบแหลมหรือยาวรี โคนใบมนหรือเว้าหรือป้าน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-15 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีสีเขียวอ่อนกว่า ก้านใบยาวประมาณ 4 เซนติเมตร

ดอกกระทุงหมาบ้า ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบหรือระหว่างก้านใบ ลักษณะของดอกเป็นดอกที่มีขนาดเล็ก มีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อน บิดเวียนกัน ยาวได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อ ส่วนปลายกลีบแยกออกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม เส้าเกสร 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร

ผลกระทุงหมาบ้า ผลมีลักษณะเป็นฝัก ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.6-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-10 เซนติเมตร โคนฝักป่องแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลาย มีครีบตามยาว ผิวฝักมีขนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ข้างในฝักมีเมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่หรือรูปรีกว้าง โค้งเว้า มีขนาดยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผิวเรียบเป็นมันวาว ขอบบางเป็นครีบ มีพู่ขนสีขาวเป็นมันเหมือนเส้นไหม

สรรพคุณของกระทุงหมาบ้า
ส่วนที่กินได้ของผักชนิดนี้มีรสขมอมหวานมัน มีสรรพคุณช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายและช่วยเจริญอาหาร (ส่วนที่กินได้)
รากและเถามีสรรพคุณช่วยทำให้นอนหลับ (ราก, เถา)
เถาใช้เป็นยาแก้โรคตา (เถา)
ใช้เป็นยาแก้หวัด ทำให้จาม (เถา)บ้างใช้รากนำมาตัดเสียบเข้าไปในจมูกเพื่อทำให้เกิดการจาม (ราก)
รากใช้เป็นยาขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ พิษฝี แก้ไข้พิษ พิษไข้หัว ไข้กาฬ ให้ซ่านออกมาจากภายใน ช่วยดับความร้อน แก้พิษน้ำดีกำเริบ (ราก)

เถามีรสเมาเบื่อเอียดติดขม มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้กาฬ ดับพิษฝี แก้พิษดีกำเริบ ละเมอเพ้อกลุ้ม เซื่องซึม ปวดศีรษะ น้ำตาตกหนัก แสบร้อนหน้าตา (เถา)
รากมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ ถ้าใช้มากเกินไปจะมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ส่วนลำต้นอ่อนก็มีสรรพคุณทำให้อาเจียนเช่นกัน (ราก, ลำต้นอ่อน)
เถาเป็นยาเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เถา)
ใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (ราก)
ใบมีรสเมาเบื่อเอียนติดขม ใช้เป็นยาแก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี แก้ฝีภายใน แก้พิษต่าง ๆ การใช้ภายนอกให้นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลหรือใช้พอกฝีและบริเวณที่อักเสบ (ใบ)
เถาใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด (เถา)
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้เป็นยาลดไข้ ทำให้อาเจียน ใช้ในการรักษาอาการอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด (Hematemesis), เจ็บคอ, อาการฝีหนองติดเชื้อ (Carbuncles), กลาก, โรคหอบหืดและเป็นยาแก้พิษสำหรับยาพิษ (เนื่องจากทำให้อาเจียนได้ แต่ใช้รากเท่านั้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรกรวย

สิงหาคม 1, 2019 Sharee 0

สมุนไพรกรวย

สมุนไพรกรวย

สมุนไพรกรวย ต้นกรวย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 10-25 เมตร โคนต้นเป็นพอน มักมีรากค้ำยันบริเวณโคนต้น เรือนยอดมีลักษณะแคบยาวหรือเป็นรูปกรวยคว่ำ กิ่งแตกเกือบตั้งฉากกับลำต้น ปลายกิ่งห้อยลู่ลง เปลือกต้นเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ เล็กน้อย เป็นสีน้ำตาลหรือเทา เมื่อสับเปลือกจะมียางใสสีแดงไหลออกมามาก ตามเปลือกและกิ่งจะมีช่องอากาศทั่วไป ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง พรรณไม้ชนิดนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในศรีลังกา หมู่เกาะอันดามัน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักขึ้นตามป่าดิบชื้นริมน้ำหรือบนที่ราบตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองตอนที่ติดต่อกับทะเล

ใบกรวย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-18 เส้น เป็นเส้นตรงขนานกัน ปลายเส้นโค้งขึ้นเลียบขอบใบ แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีนวล ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตรดอกกรวย ดอกแยกเพศอยู่ต้นเดียวกัน โดยจะออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบ ยาวประมาณ 10-16 เซนติเมตร มีขน ช่อดอกเพศผู้จะแตกแขนงแผ่กว้างกว่าช่อดอกเพศเมีย ดอกมีขนาดเล็กมากและมีจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอม ออกชิดกันแน่นเป็นกลุ่ม ๆ ตามแขนงช่อดอก วงกลีบรวมติดกัน ส่วนบนแยกเป็น 2 กลีบ ดอกเพศผู้จะมีเกสรเพศผู้ 6-10 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนผลกรวย ผลมีลักษณะกลมเป็นผลแบบมีเนื้อ ออกเป็นพวง พวงละประมาณ 2-5 ผล ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผนังผลหนา เมื่อสุกผลจะเป็นสีส้มหรือสีแดงอมส้ม ก้านผลมีขนาดยาวประมาณ 0.8-1.1 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่สีน้ำตาล แข็ง และมีขนาดใหญ่ เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงอมส้ม หุ้มเมล็ดมิดชิดโดยรอบหรือเปิดเป็นช่องเล็ก ๆ ที่ส่วนบน ออกผลในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน บาคาร่า

สรรพคุณของกรวย
ชาวมาเลเซียจะใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำเดือด ใช้เป็นยากลั้วปากและคอ แล้วบ้วนทิ้งเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บคอได้ดี (เปลือกต้น) (บางข้อมูลระบุว่า ให้ใช้น้ำยางจากเปลือกต้น)
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (เปลือกต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

ยาสมานแผลสมุนไพรอย่างดี

กรกฎาคม 28, 2019 Sharee 0

ยาสมานแผลสมุนไพรอย่างดี

ยาสมานแผลสมุนไพรอย่างดี

ยาสมานแผลสมุนไพรอย่างดี เต็งหนาม มีชื่อเรียกอื่นว่า เปาหนาม (ลำปาง), ฮังหนาม (นครพนม), รังโทน (นครราชสีมา), เต็งหนาม (ราชบุรี), จาลีลึกป๊วก (เขมร-สุรินทร์), ว้อโบ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เป็นต้น

ลักษณะของเต็งหนาม
ต้นเต็งหนาม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นผลัดใบ ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ถึง 20 เมตร เรือนยอดไม่แน่นอน เปลือกต้นอ่อนเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลเทา ผิวเรียบ ส่วนต้นแก่เปลือกต้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่ แตกเป็นร่องยาวและมีหนามแข็งขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณลำต้น พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ ที่โล่งแจ้ง และที่รกร้างว่างเปล่า ทั่วทุกภาคของประเทศ ที่ระดับความสูงประมาณ 600-1,100 เมตร

ใบเต็งหนาม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร ขนาดใบที่ปลายกิ่งจะมีขนาดเล็กลงกว่าใบที่อยู่ถัดใบ ใบเรียงตัวในแนวระนาบ ยอดอ่อนมีขนสีเทา แต่ใบแก่ด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นบนเส้นใบ ส่วนด้านล่างมีขนหรือเรียบเกลี้ยง มีเส้นใบข้างตรงและขนานกัน 16-24 คู่ เส้นใบข้างจรดกับเส้นใบย่อยที่ขอบใบ เนื้อใบหนา ท้องใบมีขนนุ่มสีขาว ใบเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลออกชมพูก่อนทิ้งใบ ก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร ไม่มีต่อม มีหูใบแหลมขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร หลุดร่วงได้ง่าย บาคาร่า

ดอกเต็งหนาม ออกดอกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงตามซอกใบ และมักออกตามปลายยอดกิ่งที่ใบหลุดร่วงเป็นส่วนใหญ่ ช่อดอกมีลักษณะยาวเรียว ช่อแน่น มีดอกย่อยจำนวนมากประมาณ 8-15 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศ กลีบดอกเป็นสีเขียวหรือสีเขียวออกเหลือง อาจพบที่มีประสีส้มหรือสีแดงบ้าง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายแตกออกเป็นซี่ ๆ ก้านดอกมีลักษณะอ้วน ขนาดสั้นกว่า 2 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ แต่เกสรเพศเมียเป็นหมันเชื่อมเป็นแท่งตรงกลางดอก ขนาดประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร ปลายแท่งแผ่ออกเป็น 5 อับเรณู ส่วนดอกเพศเมียมีก้านชูเกสร 2 อัน ที่ปลายแยก รังไข่มีขนาดเล็กกว่า 1.5 มิลลิเมตร มีส่วนของหมอนรองดอกเป็นรูปคนโทปิดไว้ ส่วนกลีบเลี้ยงหนา มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนาดประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ผลเต็งหนาม ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ แข็งและไม่แตก มีขนาดประมาณ 0.5-0.9 เซนติเมตร ผลเมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีฟ้าอมม่วง เนื้อในบาง เป็นผลเมล็ดเดียว เมล็ดค่อนข้างกลม มีสีน้ำตาลแดง ขนาดประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร จะติดผลในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม

สรรพคุณของเต็งหนาม
ตำรายาไทยจะใช้เปลือกต้นเต็งหนาม นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาฝาดสมานอย่างแรง และใช้รากเข้ายาสมานท้อง แก้บิด แก้ท้องร่วง และใช้เป็นยาห้ามเลือด (เปลือกต้น, ราก)
ยาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะนำเปลือกต้นเต็งหนามมาปิ้งไฟ แล้วแช่น้ำเกลือ ใช้ดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง (เปลือกต้น)
ตำรายาอายุรเวทของอินเดียจะนำใบเต็งหนามมาต้มกินเป็นยารักษาบิด และใช้ใบเป็นยารักษาโรคติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ (ใบ)
น้ำต้มจากเปลือกใช้กินเป็นยาสลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (เปลือกต้น)
เปลือกต้นใช้ต้มกินเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี (เปลือกต้น)
ใบเต็งหนามใช้ร่วมกับพืชอื่นและน้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันขิง ใช้เป็นยาทารักษาแผล (ใบ)
เปลือกต้นใช้ตำผสมกับผักเสี้ยนผีทั้งต้น และหัวแห้วหมู ทำเป็นลูกประคบแก้ปวดหัวเข่า (เปลือกต้น)
ยางจากเปลือกต้นนำมาผสมกับน้ำมันงา ใช้เป็นยาทาถูนวดแก้อาการปวดข้อ (ยางจากเปลือกต้น)
ในประเทศศรีลังกาจะใช้เปลือกต้นและรากเต็งหนามเป็นยารักษาโรคข้อรูมาติซึม และใช้เป็นยาฝาดสมาน (เปลือกต้น, ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

No Image

สมุนไพรปอพรานแก้ท้องเสีย

กรกฎาคม 27, 2019 Sharee 0

สมุนไพรปอพรานแก้ท้องเสีย

สมุนไพรปอพรานแก้ท้องเสีย

สมุนไพรปอพรานแก้ท้องเสีย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปอพาน (เชียงใหม่), ปอปาน ปอพราน (นครราชสีมา), ปอที (อุบลราชธานี), ปอขี้ตุ่น (อุตรดิตถ์), ขี้หมาแห้ง (สุโขทัย), ปอพราน (จันทบุรี) เป็นต้น

ลักษณะของปอพราน
ต้นปอพราน จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลปนเทา ทุกส่วนมีขนยาวขึ้นปกคลุม มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีนและอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค ตามที่โล่งในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ ชายป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น หรือตามที่รกร้างทั่วไป ที่ความสูงไม่เกิน 200 เมตร จากระดับน้ำทะเล

สรรพคุณของปอพราน
ที่ประเทศลาวจะใช้ทั้งต้นปอพราน นำมาต้มเป็นยารักษาโรคบิด แก้ท้องเสีย (ทั้งต้น) บาคาร่า
ยาพื้นบ้านจะใช้ผลปอพราน นำไปผสมกับเหง้าดองดึงและเปลือกต้นตูมกาขาว คลุกข้าวทำเป็นยาสำหรับเบื่อสุนัข (ผล)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

No Image

พังแหรสมุนไพรแก้ร้อนในกระหายน้ำ

กรกฎาคม 26, 2019 Sharee 0

พังแหรสมุนไพรแก้ร้อนในกระหายน้ำ

พังแหรสมุนไพรแก้ร้อนในกระหายน้ำ

พังแหรสมุนไพรแก้ร้อนในกระหายน้ำ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปอ (เชียงใหม่), พังแหร (แพร่), พังแหรใหญ่ พังแกรใหญ่ ตายไม่ทันเฒ่า (ยะลา), ขางปอยป่า ปอแฟน ปอหู ปอแหก ปอแฮก (ภาคเหนือ), ตะคาย (ภาคกลาง), ปะดัง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กีกะบะซา บาเละอางิงิ (มลายู นราธิวาส), พังอีแร้, พังอีแหร ปอแต๊บ (ไทลื้อ), ด่งมั้ง (ม้ง), ตุ๊ดอึต้า (ขมุ), ไม้เท้า (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของพังแหร
ต้นพังแหร จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 4-12 เมตร เป็นไม้เนื้ออ่อนโตเร็ว เรือนยอดโปร่งเป็นพุ่มแผ่กว้าง กิ่งก้านออกในแนวขนานกับพื้นดิน ปลายกิ่งลู่ลง ตามกิ่งอ่อนมีขนขึ้นปกคลุม เปลือกต้นเป็นสีเขียวอมเทาอ่อนหรือน้ำตาล ผิวบางเรียบเกลี้ยงหรือมีรอยแตกตามยาวบาง ๆ และมีรูอากาศมาก ส่วนเปลือกชั้นในเป็นสีเขียวสด มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ญี่ปุ่น โมลัคคาล์ นิวกินี และประเทศเขตร้อนในทวีปแอฟริกา ส่วนในประเทศไทยมักพบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง ป่าเบญจพรรณ และตามชายป่าดงดิบ ที่ระดับความสูง 600-1,500 เมตร

สรรพคุณของพังแหร
แก่นหรือรากใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาเย็น แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (แก่น, ราก)
เปลือกต้นและใบใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก (เปลือกต้นและใบ) บาคาร่า 
ลำต้นและกิ่งใช้เป็นยาชงแก้ไข้ ใช้กลั้วปากแก้อาการปวดฟัน (ลำต้นและกิ่ง)
ตำรายาไทยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จะใช้เปลือกต้นนำมาเคี้ยวอมไว้ประมาณ 30 นาที เป็นยาแก้ปากเปื่อย (เปลือกต้น)
ผลและดอกใช้ทำเป็นยาชงสำหรับเด็ก เพื่อรักษาหลอดลมอักเสบ ปวดบวม เยื่อหุ้มปอดอักเสบ (ผลและดอก)
เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้บิด ถ่ายพยาธิ (เปลือกต้น)
น้ำต้มจากใบใช้เป็นยาขับพยาธิตัวกลม (ใบ)
ที่ประเทศแอฟริกาจะใช้รากพังแหรเป็นยาแก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้เลือดออกที่กระเพาะอาหารและลำไส้ และใช้เป็นยาห้ามเลือด (ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

เภสัชกรแนะ 

เภสัชกรแนะ “สมุนไพร” คลายปวดเมื่อย ทดแทนยาปฏิชีวนะ

กรกฎาคม 23, 2019 Sharee 0

เภสัชกรแนะ

เภสัชกรแนะ คลายปวดเมื่อย ทดแทนยาปฏิชีวนะ

อินกันทั้งบางกับละครสุดฮิต “ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง” ที่สนุกแถมสาระเพียบ โดยเฉพาะความรู้สมุนไพรต่างๆ ที่ทำให้เราได้ทึ่งกับความมหัศจรรย์ของพืชพรรณ

แถมยังนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้อีกมาก  บาคาร่า  ดังนั้น ในช่วงนี้หากใครมีอาการปวดเมื่อย อยากหายาหม่องสมุนไพรมาบรรเทาอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ

ลองศึกษาคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิดกันดูเพราะการใช้สมุนไพรที่แตกต่างกัน ก็จะให้ฤทธิ์และสรรพคุณที่แตกต่างกันอีกด้วย

เภสัชกรหญิงอริษา​ เกมะทายุง ผู้ผลิตรายการเภสัชท่องโลกทางยูทูป กล่าวว่า หลายคนอาจจะคุ้นเคยในการใช้ยาหม่องทาเพื่อแก้วิงเวียน แมลงสัตว์กัดต่อย

แต่ความจริงแล้วยาหม่องสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งตามหลักการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมี 3 วิธีด้วยกันคือ

 

1.ทานยาแก้ปวดพาราเซลามอลหรือยาแก้อักเสบในกลุ่ม NSAIDs แต่ก็มีอาการข้างเคียงระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีผลเสียต่อไต ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ

 

2.ทายาที่มีส่วนผสมของตัวยาแก้อักเสบ

 

3.การนวด ซึ่งการนวดเป็นการช่วยกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น เกิดการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ เมื่อการไหลเวียนเลือดเวียนเลือดดีขึ้นก็จะทำให้มีการถ่ายเทกรดที่เกิดจาก

การอ่อนล้าของกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น อาการปวดก็ลดลง และก็ถือเป็นการพักผ่อนได้อีกทางหนึ่งด้วย

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการนวดต่างกันก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดแตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นกลุ่มน้ำมันนวดที่มีกลิ่นหอมธรรมดาอาจจะไม่มีประสิทธิภาพลดอาการปวดเมื่อย จะเน้นให้ความรู้สึก

ผ่อนคลายมากกว่า ส่วนผลิตภัณฑ์ ที่มีประสิทธิภาพลดอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ก็เป็นรูปแบบที่มีสารเคมีหรือตัวยา แต่ปัจจุบันก็มีการพัฒนาสูตรตำรับจากสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับตัวยาซึ่งเป็นอีกทาง

เลือกนึงสำหรับคนชอบใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สมุนไพรออกฤทธิ์ในการรักษาจึงควรระมัดระวังในการใช้ ควรคำนึงถึงสายพันธุ์และปริมาณของส่วนผสมที่พอเหมาะ

เลือกสมุนไพรเด่นคลายปวดเมื่อย

การนวดส่วนใหญ่มักใช้คู่กับสมุนไพรเพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืดยืดตัวออก ลดการติดขัดของข้อต่อ ลดการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดบวมจากการอักเสบ

ควรเลือกสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการบวดเมื่อย หลักๆ ได้แก่ น้ำมันเขียว (Cajuput oil) ช่วยลดการอักเสบ การบูร (Camphor) มีรสร้อน แก้เคล็ดปวดบวม ขัดยอก กานพลู (Clove oil)

มีสารยูจีนอล มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ ช่วยลดอาการอักเสบ ใช้นวดข้อต่อและลดการปวดกล้ามเนื้อ ที่เกิดจากโรคข้ออักเสบและโรคไขข้อ

กลิ่นหอมเหมือนกันแต่คุณสมบัติไม่เหมือนกัน
นอกจากนวดช่วยผ่อนคลายร่างกายแล้ว กลิ่นหอมจะช่วยบำบัดในด้านจิตใจควบคู่ไปด้วย ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักใช้ น้ำมันยูคาลิปตัส (Eucalyptus oil) เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)

และ ลาเวนเดอร์ (Lavender) แม้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิด จะมีกลิ่นหอมและช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอีกด้วย เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส (Eucalyptus oil)

ใช้ทาผิวเพื่อลดการอักเสบและช่วยให้แผลหายเร็ว จึงสามารถใช้เทาบรรเทาแมลงสัตว์กัด ต่อย ขณะที่ กลิ่นของเกล็ดสะระแหน่ (Menthol) ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ผ่อนคลายความเครียด

บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ส่วนน้ำมันเขียว (Cajuput oil) นอกจากกลิ่นที่ช่วยบำบัดให้จิตใจผ่อนคลาย บรรเทาความเครียด นอนหลับได้ดีแล้ว ยังช่วยลดการอักเสบเหมาะสำหรับการใช้นวดบรรเทาอาการปวด

เมื่อยเป็นอย่างดี…

กระเทียมดำ

10 สรรพคุณเลอค่าที่ต่างชาติยังยอมรับ “กระเทียมดำ”

กรกฎาคม 22, 2019 Sharee 0

กระเทียมดำ

กระเทียมดำ คืออะไร?

อันที่จริงแล้ว กระเทียมดำ (Black garlic) ก็คือกระเทียมขาวพันธุ์ปกติ แต่ผ่านกระบวนการหมักด้วยกรรมวิธีพิเศษ ในอุณหภูมิควบคุมประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส

ใช้ระยะเวลาประมาณ 40-90 วัน กระบวนการเหล่านี้ทำให้กระเทียมมีสีดำ บาคาร่า และเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับกระเทียมได้มากขึ้น

กระเทียมดำ มีความพิเศษอย่างไร?

กระเทียมดำ ถือเป็นอาหารพิเศษราคาแพง เป็นที่รู้จักกันดีในครัว และวงการแพทย์ของเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน (ยิ่งเป็นแบบออร์แกนิก จะยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น) ต่อมาได้ถูกนำเข้ามาในสเปน

จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายและนิยมบริโภคในเวลาไม่กี่ปีมานี้ โดยถูกนำไปปรุงอาหารสเปนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหมักดอง น้ำซอส แกง เนื้อสัตว์เคี่ยว หรือผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง

และจากนั้นได้ขยายความนิยมไปยังยุโรป รวมถึงเยอรมนี

กระเทียมดำ โด่งดังในฐานะเป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ ในวงการแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะที่ประเทศเยอรมนี นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เ

ปิดเผยว่า มีการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมดำในทางการแพทย์ธรรมชาติต่อการรักษาโรคหลายแขนงและการบำบัดรักษาอาการปวด

ซึ่งพบว่ากระเทียมดำได้มีส่วนช่วยรักษาโรค และทำให้ระบบภูมิต้านทานโรคดีขึ้น โดยได้มีการเผยแพร่บทความและงานวิจัยการเพิ่มมากขึ้น ทำให้กระเทียมดำเป็นที่รู้จัก และต้องการมากขึ้น

ประโยชน์ของ กระเทียมดำ

กระเทียมดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินซี ซีลีเนียม และโพแทสเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติดีกว่ากระเทียมสด

ลดไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด

ลดความดันโลหิต

ลดน้ำตาลในเลือด บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ

ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา

ต่อต้านโรคภูมิแพ้

มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

มีสารกาบ้า (Gaba) ที่ช่วยบำรุงสมอง

เพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่าย

เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

วิธีทานกระเทียมดำ เพื่อสุขภาพ

สามารถทานกระเทียมดำเป็นหัวๆ ได้เลย หรือจะนำกระเทียมดำมาปรุงอาหารต่างๆ ก็ได้ หากทานกระเทียมดำเพื่อบำรุงสุขภาพทั่วไป ให้ทานวันละ 1 ครั้ง 3-4 หัวในตอนเช้าขณะท้องว่าง หรือทาน 6-8

หัวเพื่อช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการของโรคเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเลือด…

เห็ดหอม

เห็ดหอม เห็ดมหัศจรรย์ ช่วยต้านมะเร็ง

กรกฎาคม 21, 2019 Sharee 0

เห็ดหอม

เทศกาลกินเจและอาหารเจส่วนใหญ่ที่เห็นจะมี “เห็ดหอม” เป็นส่วนประกอบแทบทั้งนั้น

เห็ดหอม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Lentinus edodes ภาษาจีนเรียกว่า “เฮียงคุ่ง” หรือ “เฮียงสิ่ง” ส่วนญี่ปุ่นเรียกเห็ดหอมว่า ชิตาเกะ (Shi-ta-ke) ชาวเอเชีย เชื่อกันมาแต่โบราณแล้วว่าเห็นหอมเป็นยาอายุวัฒนะ

ทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยชะลอความชราได้ คนจีนและคนญี่ปุ่นจึงนิยมรับประทานกันมาก บาคาร่า

ย้อนไปในศตวรรษที่ 14 มีบันทึกไว้ว่าแพทย์จีนใช้เห็ดหอมปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้เลือดลมดี รักษาโรคหวัด โรคหัวใจ แก้พิษงู และต้านการเติบโตของเนื้อร้าย

ต่อมาในค.ศ. 1970 มีงานวิจัยหลายชิ้นในญี่ปุ่นพบว่าเห็ดหอมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า อิริตาดีนีน (eritadenine) ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

และมีสารเลติแนน (lentinan) ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ยับยั้ง หรือป้องกันการเติบโตของเซลล์เนื้องอกต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย

สอดคล้องกับที่สถาบันทางโภชนาการของญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองในเรื่องนี้และพบว่า หญิงสาวที่ทานเห็ดหอมสด 90 กรัม ทุกวันเป็นเวลา 1 อาทิตย์จะทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดลดลง 12% ถ้ารับประทานเป็นเห็ดหอม

แห้ง 9 กรัมต่อวัน โคเลสเตอรอลลดลง 7% เมื่อทดลองกับคนอายุ 60 ปี พบว่าโคเลสเตอรอลลดลง 9% หลังจากทานเห็ดหอม 1 อาทิตย์

ขณะที่นักวิจัยสมัยใหม่ซึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหอม ก็พบว่าเห็ดหอมช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้านโรคมะเร็งและโรคร้ายต่าง ๆ จากเชื้อไวรัส และจากการวิเคราะห์ของนักโภชนาการยังพบด้วยว่า

เห็ดหอมมีสารเออร์โกสเทอรอล (Ergosterol) อยู่มาก โดยเมื่อร่างกายได้รับแสงอัลตร้าไวโอเลตหรือรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ กลไกรังสียูวีจะไปเปลี่ยนสารเออร์โกสเทอรอลในผิวหนังให้เป็นวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้

กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกผุ โรคโลหิตจาง ได้

ส่วนที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่น ก็ได้ทำการวิจัยสารที่สกัดจากเห็ดหอม พบว่ามีสารที่สามารถต่อต้านเนื้องอกและมะเร็ง คือสารเลนติแนนที่มีเปอร์เซ็นต์การยังยั้ง 80.7% และยังพิสูจน์ว่า สารเลนติแนน เป็นตัวที่

สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิต้านทานได้ดี ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัดพบว่าในเห็ดหอมให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์ (beta-glucans) ถึง 2 ชนิดได้แก่ เลนติแนน และ

LEM (Lentinulaedodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สารเลนติแนนกับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับทำเคมีบำบัดก็พบว่า

ก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ล่าสุดทีมวิจัยในญี่ปุ่นกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และยังพบอีกว่า สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ อิริตาดีนีน (eritatenine)

เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกาย

นอกจากนี้ เห็ดหอมยังมีวิตามิน B2 (riboflavin) และวิตามิน D มากเป็นพิเศษ รวมทั้งแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อต่างกายอีกมากมาย

โดยสรุปแล้วเห็ดหอมไม่เพียงแต่มีรสชาติหวานหอมชวนรับประทานเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณมากมายในทางเป็นยารักษาและป้องกันโรคสารพัด ทั้งจากโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว รวมถึงเป็นยาบำรุงกำลังชั้นเยี่ยม

แก้อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย บรรเทาอาการไข้หวัด ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ไม่มีอาการท้องผูก บรรเทาอาการปวดเมื่อย ช่วยรักษาโรคหอบหืด ความดัน ไอ ลดความเครียด

บำรุงสมอง ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด และหลอดลม นอกจากนี้ ยังใช้บำบัดอาการวิงเวียนศีรษะในผู้หญิงได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อห้ามเล็กน้อยในเรื่องการรับ

ประทานเห็ดหอม คือสตรีหลังคลอด ผู้ป่วยหลังฟื้นไข้ และคนที่เพิ่งหายจากการออกหัด ห้ามรับประทาน

อ้อ..ผลการวิจัยทั้งหลายนั้นบอกด้วยว่า เห็ดหอมตากแห้งจะให้คุณค่าทางอาหารมากกว่าเห็ดหอมสด และเห็ดหอมแห้งที่ดี ควรมีดอกขนาดใหญ่แห้งสนิทบนดอกมีร่องแตกสีขาวดำ และขอบไม่แข็ง

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่คนไทยก็ยังรับประทานเห็ดหอมน้อย เนื่องจากเห็ดหอมมีราคาแพง เพราะต้องสั่งมาจากต่างประเทศเอาอย่างนี้ดีไหมคะ…ลองหันมาลดกินเนื้อสัตว์ราคาแพง หรืออาหารที่ไม่

ก่อประโยชน์ให้กับร่างกาย เก็บตังค์ไปซื้อเห็ดหอมมากิน ได้ประโยชน์กว่ากันเยอะเลยค่ะ…

น้ำมะขามป้อม

น้ำมะขามป้อม เครื่องดื่มสมุนไพรไทยวิตามินซีสูง

กรกฎาคม 20, 2019 Sharee 0

น้ำมะขามป้อม

น้ำมะขามป้อม มะขามป้อมเป็นพืชสมุนไพรไทยมากประโยชน์ที่ในตำรายาโบราณ

ได้กล่าวถึงถึงสรรพคุณของมะขามป้อมเอาไว้ว่า ในเนื้อมะขามป้อมนั้นมีวิตามินซีสูงมาก ถ้านำผลมารับประทานจะช่วยบรรเทา อาการที่เกิดจากหวัด เช่น แก้ไอ ละลายเสมหะได้เป็นอย่างดี

รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาบำรุงร่างกาย และแก้กระหายน้ำได้ดีอีกด้วย บาคาร่า วันนี้เราจึงนำมะขามป้อมมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรให้ได้ลองดื่มกัน ไปดูสูตรและวิธีทำกันเลยดีกว่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

เนื้อมะขามป้อม แกะเมล็ด หั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย

น้ำต้มสุก 1 ถ้วย

น้ำเชื่อม ปริมาณตามชอบ

น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ

เกลือป่นเล็กน้อย

น้ำแข็งสำกรับรับประทานคู่

วิธีทำ

ใส่เนื้อมะขามป้อม และน้ำต้มสุกลงในเครื่องปั่น ปั่นผสมจนละเอียด ยกลงกรองเอาเฉพาะน้ำ

ตักน้ำมะขามป้อมลงในแก้ว ใส่น้ำเชื่อม น้ำมะนาว และเกลือป่นเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ใส่น้ำแข็ง พร้อมดื่ม…

กระเทียม

กระเทียม ผักสมุนไพรท้องถิ่น

กรกฎาคม 19, 2019 Sharee 0

กระเทียม

กระเทียม เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่ง ที่มักจะต้องมีติดห้องครัวกันไว้แทบจะทุกบ้าน

เพื่อเตรียมไว้ใช้ในการประกอบเมนูอาหารต่างๆ ทั้งอาหารไทย และอาหารนานาชาติล้วนมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบแทบทั้งสิ้น บาคาร่า โดยกระเทียมจะช่วยทำให้อาหารมีรสชาติที่ดีและมีกลิ่นหอมมากขึ้น

เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่น่าสนใจหลายประการ ดังต่อไปนี้

สรรพคุณและประโยชน์ของกระเทียม

– ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน

– ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

– ช่วยลดระดับความดันในโลหิต

– ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

– ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้

– ช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ เช่น ไข้หวัด วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไข้มาลาเรีย คออักเสบ และอหิวาตกโรค

จากผลการวิจัยพบว่า การทานกระเทียมแบบสด จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากกระเทียมได้ดีที่สุด มากว่าการทานแบบนำไปปรุงเป็นเมนูอาหารอื่นๆแล้ว แต่หลายๆคนมักไม่ทานกระเทียมแบบสด

เนื่องจาก เรื่องของกลิ่น ที่มีความฉุดอย่างรุนแรง จนติดปาก ของกระเทียมนั้นเอง จึงมีผู้ผลิตหลายรายนำกระเทียมสดมาแปรรูปให้อยู่ในรูปของ การอัดเม็ดหรือ แบบแคปซูน เพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น

 

 

 …

1 2 3 4 6