พวงชมพู สมุนไพร พืชไม้เลี้อย ประโยชน์และโทษ มีอะไรบ้าง

กุมภาพันธ์ 16, 2019 Sharee 0

พวงชมพู สมุนไพร ไม้เถา ชื่อวิทยาศาสตร์ของพวงชมพู ชื่อเรียกอื่นๆ หงอนนาก พวงนาก เป็นต้น

พวงชมพู สมุนไพร  พืชไม้เลือย สมุนไพร ไม้เถา ชื่อวิทยาศาสตร์ของพวงชมพู ชื่อเรียกอื่นๆ หงอนนาก พวงนาก เป็นต้น ลักษณะของต้นพวงชมพู สรรพคุณของพวงชมพู ถิ่นกำเนิดที่ประเทศเม็กซิโก

พวงชมพู สมุนไพร

พวงชมพู สมุนไพร มี ถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกากลาง สามารถพบได้มากที่เม็กซิโก เป็น พืชชนิด ไม้เลื้อย เถามีสีเขียว จะพันตามกิ่งไม้สามารถเลื้อยได้ไกลถึง 30 เมตร ใน การขยายพันธุ์พวงชมพู นั้น สามารถทำได้ หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และ การปักชำกิ่ง เป็นต้น พวงชมพู ชอบอยู่กลางแจ้ง ชอบแสงแดด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ใบของพวงชมพู เป็นใบเดี่ยว ซึ่งเรียงสลับกันตามข้อของเถา ใบเป็นรูปหัวใจ ใบเกลี้ยง ดอกของพวงชมพู จะออกดอกเป็นช่อ ตามซอกใบ ซอกกิ่ง และ ปลายยอด

สรรพคุณของพวงชมพู เรานิยมนำ พวงชมพู มาใช้ประโยชน์ในส่วนเถาและราก นำเถาและ รากมาต้มน้ำ และ ดื่ม ช่วยกล่อมประสาท ให้ผ่อนคลาย ช่วยเป็นยาทำให้หลับสบาย ในส่วนของช่ออ่อนและดอก สามารถนำมารับประทานได้ โดยบางคนนิยมลวก หรือ บางคนนิยมนำมาชุบแป้งทอด รับประทาน

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://beezab.com…

อัญชัน สมุนไพร โทษและสรรพคุณ มีอะไรบ้าง สีน้ำเงินจากธรรมชาติ

กุมภาพันธ์ 14, 2019 Sharee 0

อัญชัน สมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของอัญชัน ขับปัสสาวะ บำรุงผม ยาระบาย แก้อาการคลื้นไส้ อาเจียน บำรุงความงาม ทำเครื่องสำอางค์ สีผสมอาหาร สีม่วง ดอกอัญชัน สรรพคุณชั้นเลิศ บำรุงสายตา และช่วยให้ผมดกดำ

อัญชัน สมุนไพร เป็นพืชผัก สมุนไพรประเภทไม้เลื้อย มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย เขตร้อน และมีการแพร่พันธ์ไปในแอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกา อัญชัน มีประโยชน์หลายด้าน สรรพคุณของอัญชัน ใช้ขับปัสสาวะ บำรุงเส้นผม และเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการคลื้นไส้ อาเจียน ใช้บำรุงความงาม ใช้ทำเครื่องสำอางค์ ให้สีผสมอาหาร สีม่วง ดอกไม้สีม่วง ที่ประโยชน์หลากหลาย

อัญชัน สมุนไพร

สรรพคุณของอัญชัน

อัญชัญสามารถนำมาทำเครื่องสำอางและนำมาทำเป็นยา นิยมนำดอก เมล็ด และรากมาใช้ประโยชน์

ดอกอัญชัน นิยมนำมาทำแชมพูสระผม ดอกอัญชันจะช่วยให้ ผมดกดำ ผมนุ่มสวย ดอกอัญชันนำมาคั้นให้สีม่วง ในการทำสีผสมอาหาร นิยมนำมาผสมขนมไทย เช่น ขนมช่อม่วง ขนมเรไร ขนมขี้หนู ขนมน้ำดอกไม้ นำมาทำน้ำอัญชัน
เมล็ดของอัญชัญ มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แก้อาการคลื้นไส้ อาเจียน
รากของอัญชัญ มีรสขม นำมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และทำยาระบาย แก้อาการปวดฟัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
ใบของอัญชัน ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงสายตาและอาการตาแฉะได้
ข้อควรระวังในการบริโภคอัญชัน

ดอกอัญชัน หากบริโภคมากเกิน จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เนื่องจากไตต้องทำการขับสารสีของอัญชันออก และผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง ไม่ควรจะรับประทานอัญชัน เพราะดอกอัญชันมีฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด จะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโลหิตจาง และไม่ควรดื่มน้ำสมุนไพรอัญชันในขณะอุณหภูมิร้อนจัด เพราะอาจจะทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหารเสียสภาพภูมิคุ้มกันได้ ทำให้ดูดซับสารก่อมะเร็งได้ง่าย

ข้อแนะนำสำหรับการใช้ประโยชน์ของอัญชัน

ควรดื่มทันทีเมื่อทำเสร็จ เพื่อรักษาคุณค่าทางสารอาหารและยา
ไม่ควรดื่มน้ำสมุนไพรในอุณหภูมิที่ร้อนจัด หรือมีอุณหภูมิเกิน 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพราะอาจจะทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหารเสียสภาพภูมิคุ้มกันได้ ทำให้ดูดซับสารก่อมะเร็งและสารอื่น ๆได้ง่าย
ไม่ควรดื่มน้ำสมุนไพรใด ๆ ชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี
แม้ว่าดอกอัญชันจะเป็นสมุนไพรชั้นยอด แต่ก็มีโทษ ถ้าหากบริโภคมากเกินไป ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัญชันสีเข้มเกินไป เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก ผู้ป่วยโรคโลหิตจางก็ไม่ควรดื่มน้ำอัญชัน หรือ อาหารจากดอกอัญชัน เพราะในดอกอัญชันมีฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://beezab.com…

กระเจียว สมุนไพร

กระเจียว สมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของต้นกระเจียว

กุมภาพันธ์ 5, 2019 Sharee 0

กระเจียว สมุนไพร ต้นกระเจียว คือ พืชล้มลุก พืชตระกูลขิง มีกากใยอาหารสูง ลักษณะของต้นกระเจียว เป็นอย่างไร ประโยชน์และสรรพคุณของกระเจียว เช่น นำมาลวกกินเป็นผักสด แก้ท้องผูก ลดคอเลสเตอรัล

กระเจียว สมุนไพร เป็นไม้ดอกพื้นบ้าน พืชล้มลุก ขยายพันธุ์โดยการแตกกอ เหง้า กระจายพันธุ์มากในประเทศพม่า และ ประเทศไทย มักขึ้นตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และที่โล่งๆทั่วไป ต้นกระเจียวแดง มีลำต้นอยู่ใต้ดิน มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อายุยาว

กระเจียว สมุนไพร

ประโยชน์ของกระเจียว

สำหรับการใช้ประโยชน์ของกระเจียว นั้นนิยมนำมารับประทานเหมือนผักพื้นบ้านทั่วไป โดยรับประทานหน่ออ่อน และ ดอกกระเจียว นำมาลวก กินเป็นผักสด นิยมรับประทานกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ ขนมจีนน้ำยา ซึ่งประโยชน์จากการรับประทานกระเจียวนอกจากจะเป็นอาหารแล้ว มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและการรักษาโรคอีกด้วย

สรรพคุณของกระเจียว

ต้นกระเจียว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ตั้งแต่ เหง้า ดอก หน่ออ่อน และ ดอก โดยรายละเอียดดังนี้

ลำต้นกระเจียว มีกากใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายได้ดี ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยขับสารพิษตกค้าในร่างกาย หน่ออ่อนใช้เป็นยาสมานแผล
ดอกกระเจียว มีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม สรรพคุณช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องอืด รักษาท้องเฟ้อ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยแก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด
เหง้าของกระเจียว สรรพคุณเป็นยาแก้ปวดเมื่อย
โทษของกระเจียว

สำหรับการกินกระเจียว ไม่นิยมกิน ใบ และ เหง้า ของกระเจียว เนื่องจากมีรสเผ็ดร้อนเหมือนขิง ข่า ตะไคร้ หากกินมากๆ ก็มีความเป็นพิษต่อร่างกาย แต่การกินกระเจียว จะกิน หน่ออ่อน และ ดอกกระเจียว โดยก่อนการกินให้นำไปลวกก่อน

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://beezab.com

No Image

ดอกโสน สะโหน สมุนไพร โทษและสรรพคุณ มีอะไรบ้าง

กุมภาพันธ์ 4, 2019 Sharee 0

ดอกโสน สะโหน สมุนไพร ดอกไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชื่อวิทยาศาสตร์ของโสน คือ Sesbania javanica Miq ผักฮองแฮง โสนกินดอก โสนหิน สรรพคุณของโสน แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ รักษาแผล ลดไข้ แก้ปวดท้อง แก้พิษแมลงกัดต่อย

ดอกโสน สะโหน สมุนไพร ต้นโสน เป็นไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1 ปี สามารถพบได้ตามเขตร้อนของเอเชีย โสนจะมีความสูง ประมาณ 1 เมตร เปลือกลต้นเรียบ ยาว ขยายพันธ์โดยใช้เมล็ด ชอบดินเหนียว และในแหล่งที่มีน้ำขัง

ดอกโสน สะโหน

สรรพคุณของโสน

เราสามารถนำ โสนมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร ทั้ง ดอก ราก ลำต้น ใบ รายละเอียดดังนี้

ดอกโสน จะมีรสจืด มีสรรพคุณ แก้พิษร้อน ลดไข้ เป็นยาสมานลำไส้ แก้อาการปวด ยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
รากโสน จะมีรสจืด มีสรรพคุณ แก้ร้อน
ลำต้นโสน จะมีรสจืด สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ โดยนำมาเผาให้ไหม้ จากนั้นนำไปแช่น้ำดื่ม
ใบของโสน มีรสจืด สรรพคุณ รักษาแผล โดนนำไปตำและพอกแผล หรือ นำใบไปตำผสมกับดินสอพอง ใช้พอกแผลรักษาฝีได้
ประโยชน์ของต้นโสน

ดอกโสนมีรสออกหวานเล็กน้อย นิยมใช้รับประทานเป็นผักหรือนำมาใช้ประกอบหรือทำอาหารคาวหวานรับประทาน เมนูดอกโสน ที่นิยมกันมาก ได้แก่ ดอกโสนผัด ดอกโสนผัดน้ำมันหอย ดอกโสนผัดไข่ ไข่เจียวดอกโสน ดอกโสนลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิกินกับปลาทู ดอกโสนจิ้มน้ำพริกมะนาว ดอกโสนชุบแป้งทอดกรอบกินกับขนมจีนน้ำพริก ยำดอกโสน ดอกโสนดองน้ำเกลือ แกงส้มดอกโสนกับปลาช่อน ดอกโสนแกงใส่ไข่มดแดง หรือแกงเผ็ดอะไรก็ได้ใส่ดอกโสน แต่ถ้าใช้ประกอบอาหารหวานก็จะมีข้าวเหนียวมูนดอกโสน ขนมดอกโสน ขนมขี้หนู ขนมบัวลอย เป็นต้น
จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ดอกโสนมีสารเควอเซทิน ไกลโคไซด์ (Quercetin 3-2 (G)-rhamnosylrutinoside) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและเป็นสารฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ โดยมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ในเซลล์เพาะเลี้ยงในห้องทดลอง จากการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารชนิดนี้พบว่า เควอเซทินมีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตายด้วยกระบวนการอะพ็อปโทซิส (apoptosis) ช่วยหยุดยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยระงับการอักเสบ และช่วยป้องกันอันตรายของเซลล์ปกติต่อความเครียดจากกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ
นอกจากนี้ยังนำมาใช้แต่งสีอาหารได้อีกด้วย โดยจะให้สีเหลือง ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ (caiotenoid) โดยวิธีการเตรียมสีเหลืองจากดอกโสน ก็ให้นำดอกโสนสดที่ล้างสะอาดแล้วมาบดหรือโม่ผสมกับแป้งที่จะใช้ทำขนม จะทำให้ได้แป้งสีเหลืองที่มีกลิ่นหอม แล้วจึงนำแป้งที่ได้ไปใช้ทำขนมต่าง ๆ
เนื้อไม้ของต้นโสนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมได้หลายอย่าง โดยไม้โสนจะใช้ทำเป็นของเล่นเด็กมาตั้งแต่โบราณ ส่วนเยื่อไม้ที่มีลักษณะเบา บาง และเหนียว ก็นำมาประดิษฐ์ทำเป็นดอกไม้ได้อย่างประณีตและงดงาม
ไม้โสนยังสามารถนำมาใช้เป็นทุ่นหรือเชื้อติดไฟได้ดี
ในปัจจุบันได้มีการนำใบและดอกโสนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด คือ ชาดอกโสน และชาจากยอดใบโสน เนื่องจากดอกโสนมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เมื่อนำมาทำชา ก็ได้ชาที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ให้รสชาติอ่อนนุ่ม โดยสามารถทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://beezab.com…

No Image

ดอกคำฝอย สมุนไพร ประโยชน์และโทษของคำฝอย มีอะไรบ้าง

กุมภาพันธ์ 3, 2019 Sharee 0

ดอกคำฝอย สมุนไพร มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศตะวันออกกลาง ต้นคำฝอยนิยมใช้ประโยชน์จาก ดอกของคำฝอย ดอกคำฝอย สามารถสกัดเอาสีส้มได้ ใช้ผสมอาหาร

ดอกคำฝอย สมุนไพร มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในเขตหนาว และเขตร้อน สำหรับประเทศไทยมีการนำมาปลูกมากในภาคเหนือ เพื่อนๆหลายท่านคงไม่ทราบว่า ชาจากดอกคำฝอย เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นเครื่องดื่มที่ไร้ซึ่งคาเฟอีน แถมยังมีสรรพคุณทางยาอีกต่างหาก เป็นสมุนไพรไทยที่ดีมากๆ ดอกคำฝอย ชื่อภาษาอังกฤษ เรียก Carthamus tinetorius L. ต้นคำฝอยเป็นต้นไม้ที่พบได้ทางภาคเหนือของประเทศ

ดอกคำฝอย สมุนไพร

สรรพคุณของคำฝอย

การนำเอาต้นคำฝอย มาทำสมุนไพรนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้ง ดอกสดและดอกแก่ เกสร และ เมล็ด โดยรายละเอียดดังนี้

ดอกคำฝอย จะมีรสหวาน ดอกคำฝอยมีสรรพคุณทางยา บำรุงโลหิต บำรุงระบบประสาท บำรุงหัวใจ ขับประจำเดือน ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันไขมันอุดตัน
ดอกคำฝอยแก่ เรานำมาทำสีผสมอาหารหากนำดอกคำฝอยแก่มาแช่น้ำจะให้สีเหลือง สามารถนำมาผสมในอาหารหรือผสมขนมให้สีสันที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดอกคำฝอยแก่ เรานิยมนำมาชงเป็นชา ที่แก่มาชงกับน้ำร้อน
เกสรของดอกคำฝอย มีสรรพคุณช่วย บำรุงโลหิต ช่วยขับประจำเดือน
เมล็ดของดอกคำฝอย สรรพคุณช่วยขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง หากนพเมล็ดมาบดและทาจะช่วยแก้อาการบวมได้
ข้อควรระวังการใช้ประโยชน์ของคำฝอย

สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากดอกคำฝอย มีฤทธิ์ขับประจำเดือน และทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว อาจทำให้แท้งลูกได้
ควรระมัดระวังการใช้ดอกคำฝอยร่วมกับยาในกลุ่มต้านเกร็ดเลือดแข็งตัว
แม้ว่าดอกคำฝอยจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณแทบจะครอบจักรวาล แต่ก็ยังมีข้อควรระวังก่อนทานเช่นกัน ดอกคำฝอยมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร โดยจัดรวมกลุ่มใช้ด้วยกันกับยา หรือพืชตัวอื่นๆ จะไม่ใช้ดอกคำฝอยเดี่ยวๆ เพราะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบเลือดได้ หากทานดอกคำฝอยมากเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลให้มีอาการโลหิตจางได้ ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะ หรืออาจทำให้โลหิตประจำเดือนมามากผิดปกติ

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://beezab.com…

งาดำ สมุนไพร สรรพคุณของงาดำ ช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

มกราคม 29, 2019 Sharee 0

งาดำ สมุนไพร ต้นงาดำ คือ พืชท้องถิ่น สมุนไพร เมล็ดงาดำ นิยมนำมาบริโภค ลักษณะของต้นงาดำ เป็นอย่างไร คุณค่าทางโภชนาการของงาดำ สรรพคุณของงาดำ เช่น ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ บำรุงผม โทษของงาดำ มีอะไรบ้าง

งาดำ สมุนไพร  งาดำยังมีสรรพคุณ ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงสมอง ช่วยบำรุงโลหิต ลดความดันโลหิต ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันโรคหวัด ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคท้องผูก ช่วยบรรเทาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม เป็นยาระบายอ่อนๆ งาดำสามารถช่วย บำรุงร่างกาย ได้มากมาย

งาดำ สมุนไพร

สรรพคุณของงาดำ

สำหรับ สรรพคุณทางยาของงาดำ ประกอบด้วย ช่วยชะลอความแก่ ช่วยบำรุงผิว ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยซ่อมแซมผิวพรรณ ช่วยบำรุงรากผม ช่วยให้ผมดกเงางาม ช่วยป้องกันการเกิดผมหงอก ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยสลายไขมัน ใช้ลดความอ้วน ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงสมอง ช่วยบำรุงโลหิต ลดความดันโลหิต ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันโรคหวัด ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคท้องผูก ช่วยบรรเทาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม

ข้อควรระวังในการบริโภคงาดำ

สำหรับคนที่ลดน้ำหนักโดยการกินงาดำ เนื่องจากงาดำมีน้ำหนักเบา ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวลดมาก อาจไม่ดีต่อสุขภาพ
การบริโภคเมล็ดงาดำ มากเกินไปทำให้ลำไส้ใหญ่ถูกทำลายได้ และเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
เมล็ดงา ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบได้ และอาจทำให้ท้องผูก ปวดท้องได้
อาการแพ้งาดำ ในการบริโภคงาดำสามารถทำให้แพ้ได้ อาการการแพงงาดำ เช่น ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ตาอักเสบ น้ำมูกไหล หายใจลำบาก เป็นต้น หรือบางรายมีอาการแพ้อย่างรุนแรง คือ หอบ ความดันโลหิตต่ำ รู้สึกแน่นหน้าอก และทางเดินหายใจตีบตัน อาจเสียชีวิตได้ในที่สุด
การบริโภคงาดำมากเกินไปอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ไส้ติ่งได้
คุณสมบัติหนึ่งของาดำคือ เป็นยาระบาย ซึ่งถ้าบริโภคมากเกินไปจะทำให้มีการถ่ายท้องมากเกินไป
งาดำมีสรรพคุณในการบำรุงผม แต่ถ้าหากใช้มากเกินไป จะทำให้ผมร่วงได้
ในสตรีมีครรภ์ ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ไม่ควรรับประทานงาดำ อาจทำให้แท้งบุตรได้

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://beezab.com…

กุ่มบก

กุ่มบก สมุนไพร ประโยชน์ และ สรรพคุณของ กุ่มบก น่ารู้

มกราคม 25, 2019 Sharee 0

กุ่มบก เป็นพืชสมุนไพรจำ พวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคอีสานเรียกผักก่าม เขมรเรียกถะงัน หรือสะเบาถะงัน เป็นต้น

กุ่มบก ซึ่งนั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, เกาะใน มหาสมุทรแปซิฟิกใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจน ภาคกลางและใต้ของไทย รวมทั้งใน พุทธประวัติยังได้กล่าวไว้ว่าขณะที่ พระพุทธเจ้าทรงนำห่อบังสุกุลที่ ห่อศพนางมณพาสี ไปซักแล้วนำไปตากไว้ที่ต้นกุ่ม และเทวดาที่สถิตอยู่ในต้นกุ่มก็ได้ น้อมกิ่งลงมาให้พระพุทธเจ้าได้ทรงตากจีวรอีกด้วย

สำหรับต้นกุ่ม นั้นเป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 6 – 10 เมตร เปลือกลำต้นสีเทาหรือน้ำตาลอมเทาค่อน ข้างหนาและเรียบ ชอบขึ้นตามที่ดอนและป่าผลัดใบซะส่วนใหญ่ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด ปักชำ หรือตอนกิ่ง ส่วนใบนั้นจะเป็นใบ ประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบแคบ หรือ แหลม ลักษณะขอบใบเรียบ และมีเส้นแขนงของใบอยู่ประมาณข้างละ 4 – 5 เส้น โดยดอกจะออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ปลายยอด กลีบเลี้ยง รูปทรงรี กลีบดอกสีขาวอมเขียว แล้วเปลี่ยน เป็นสีเหลือง หรือ ชมพูอ่อนๆ พร้อมกลิ่นหอมๆ และผลมีรูปทรงกลม ผิวแข็งๆ และสาก เปลือกมีสีน้ำตาลอมแดง และ มีเมล็ดมากเป็นรูปเกือกม้าผิวเรียบ

กุ่มบก

ประโยชน์และสรรพคุณ
ใบ – ช่วยในการแก้กลากเกลื้อน แก้ตะมอย รวมทั้ง ช่วยในการขับลม และฆ่าพยาธิ ให้รสร้อน
กระพี้ – ช่วยทำให้ขี้หูแห้งหลุดออกมา ให้รสร้อน
แก่น – ช่วยแก้โรคริดสีดวงผอมเหลือง ให้รสร้อน
ราก – ช่วยแก้มานกระษัยอันเกิดแต่กองลม ให้รสร้อน
เปลือกต้น – มีประโยชน์เหมือนเปลือกกุ่มน้ำและมะรุม เป็นยา ระงับประสาท ช่วยแก้โรคผิวหนังต่างๆ รวมทั้งช่วยคุมธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ลงท้อง แก้อาการบวม ช่วยบำรุงไฟธาตุ ตลอดจนบำรุงหัวใจ และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ย่อยอาหารได้ตามปกติ ให้รสร้อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.เกร็ดความรู้.net/…

กาหลง

กาหลง สมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของกาหลง น่ารู้

มกราคม 23, 2019 Sharee 0

กาหลง  ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกเสี้ยวน้อย หรือเสี้ยวดอกขาว นราธิวาสเรียกกาแจ๊ะกูโด เป็นต้น

กาหลง โดยต้นมีแหล่งกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถเพาะปลูกได้ง่าย โดยคนมักนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก และที่สำคัญต้นนี้ยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสตูลอีกด้วย

สำหรับต้นจัดเป็นไม้พุ่มที่มีลำต้นสูงประมาณ 1 – 3 เมตร มีเปลือกเรียบสีน้ำตาล มีใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกัน โดยปลายใบนั้นจะเว้าลึกเข้ามาถึงเกือบครึ่งใบ โคนใบเป็นรูปหัวใจ ปลายเส้นกลางใบเป็นติ่งแหลมๆ และปลายแฉกทั้งสองข้างจะแหลม ผลัดใบช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม แล้วจะขึ้นมาใหม่ในช่วงหน้าร้อน หรือเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม ส่วนดอกนั้นจะมีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆ ตรงปลายกิ่ง ช่อละประมาณ 2 – 3 ดอก มีดอกย่อยสีขาวกลิ่นหอมอ่อนๆ บริเวณปลายกลีบมน โคนสอบ และมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวติดกันอยู่ และผลเป็นฝักแบน ขอบฝักจะเป็นสันหนาๆ แต่ปลายและโคนฝักจะสอบแหลม ตลอดจนปลายฝักมีติ่งแหลมๆ ยื่นออกมา โดยต้นนี้จะออกผลในเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม

กาหลง

ประโยชน์และสรรพคุณของต้น
ดอก – ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้เสมหะพิการ รวมทั้งช่วยแก้อาการปวดศีรษะ และช่วยลดความดันโลหิต ให้รสสุขุม

ซึ่งจะเห็นได้ว่าต้นนี้มีสรรพคุณที่ดีต่างๆ มากมาย และยังเป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นง่าย ขยายพันธุ์ได้ดี ทำให้ไม่ต้องดูแลประคบประหงมกันมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบการปลูกต้นไม้แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลนัก เพราะสามารถขึ้นได้ในดินที่เรียกได้ว่าแทบจะทุกชนิดดินเลยก็ว่าได้ แถมไม่ต้องการปุ๋ยมาก และชอบแสงแดดจัด แต่ก็ต้องระวังอยู่บ้างเพราะตรงใบและกิ่งของต้นนี้จะมีขนอ่อนขึ้นอยู่ประปรายซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองได้เมื่อสัมผัสโดยตรง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.เกร็ดความรู้.net/

 

 …

กรดน้ำ

กรดน้ำ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกรดน้ำ 37 ข้อ !

มกราคม 20, 2019 Sharee 0

กรดน้ำ  จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร เป็นพุ่ม แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว

กรดน้ำ  ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำ

สรรพคุณของกรดน้ำ
ใบมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ)[1],[3] ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (ต้น)[5], ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยเจริญไฟธาตุ (ดอก)[5]
ชาวปะหล่องจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบแก้อาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)[7]
ต้นและใบใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน โดยใช้ลำต้นและใบสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ต้นและใบ)[5],[6] ส่วนบางตำราก็ระบุด้วยว่า ส่วนของรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคเบาหวานได้เช่นกัน (ราก)[1]
ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน ขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ และลำไส้ใหญ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส และช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)[4]
ยาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น)[1],[2],[3] หากเด็กเป็นไข้ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำและน้ำตาลพอให้มีรสชาติ แล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)[3] นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่าต้นมีสรรพคุณแก้พิษไข้ ส่วนรากมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวเย็น เลือดเป็นพิษ[5]

กรดน้ำ
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)[2]
ใช้เป็นยาแก้ไอ (ต้น, ใบ)[1],[3] ด้วยการใช้ลำต้นกรดน้ำสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน (ต้น)[3],[4] หรือถ้าเป็นหวัดและไอ ให้ใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, สะระแหน่ 10 กรัม และพลูคาวอีก 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)[4]
ต้นใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ต้น)[3]
รากมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ราก)[1],[3],[5]
ต้นมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย (ต้น)[1] ส่วนอีกตำราว่าใช้ผลเป็นยาแก้เหงือกบวม (ผล)[5]
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน (ใบ)[1],[3]
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ เสียงแหบ (ราก)[2] หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รับประทานเป็นยาแก้เจ็บคอก็ได้ (ต้น)[3],[4]
ใบใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)[1],[4]
รากใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจอ่อน (ราก)[7]
ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ (ต้น)[1],[3],[4] หากลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ให้ใช้ลำต้นขนาดประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)[3]
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ (ราก)[1],[5] ชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง จะใช้ราก ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหาร (ราก, ทั้งต้น)[2]
ยาชงจากใบใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ (ใบ)[6]
ตำรายารักษาบิดติดเชื้อ จะใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, หยางถีเฉ่า 30 กรัม และข้าวเก่าประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำ รับประทานวันละ 1 เทียบ (ต้น)[4]
ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด (ต้น, ใบ, ราก)[1],[3],[5]
ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ราก)[1],[5]
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ผล)[1]
ใบใช้เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี (ใบ)[1],[3],[5]
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)[1],[3],[5] ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ขัดเบา (ต้น[3], ใบ[1]) ในฟิลิปปินส์จะดื่มน้ำต้มจากรากเป็นยาแก้ขัดเบา (ราก)[6] หรือหากมีอาการปัสสาวะขัดให้ใช้ลำต้นประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำกินก็ได้ (ต้น)[3]
ต้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ (ต้น)[1],[3],[4]
ใช้เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ (ทั้งต้น)[4]
ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก แผลเรื้อรัง และช่วยห้ามเลือด (ใบ)[2] ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนคนเมืองจะใช้ทั้งต้นนำไปต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสดเพื่อช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น (ทั้งต้น)[7]
ใช้เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการใช้ลำต้นที่สด ๆ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน (ต้น, ราก)[1],[3],[4] ส่วนชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบรักษาผื่นคัน ซึ่งใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)[7]
ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง (ทั้งต้น)[4]
ใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ใบ, ดอก, ผล)[5]
ช่วยลดอาการเป็นหัด เมื่อเป็นหัดให้ใช้ลำต้นสดนำมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน (ต้น)[3]
รากใช้ต้มกับน้ำอาบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ (ราก)[2]
ผลใช้เป็นยาแก้ปวด (ผล)[5]
ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก, ต้น, ใบ)[5]
ใช้เป็นยารักษาอาการเท้าบวม ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร ใช้กินทุกเช้าและเย็นหลังอาหาร[3] ส่วนอีกตำราว่าให้กินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง[4] (ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด เป็นยาแก้อาการปวดข้อ (ราก)[7]
ใช้ต้นสด 1 กำมือ นำมาต้มกินหลังคลอด จะช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี (ต้น)[8]

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/…

กระวาน

กระวาน สรรพคุณและประโยชน์ของกระวานไทย 37 ข้อ !

มกราคม 14, 2019 Sharee 0

กระวาน Amomum verum Blackw. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

กระวาน สมุนไพรกระวาน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปล้าก้อ (ปัตตานี), กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก), มะอี้ (ภาคเหนือ), ข่าโคก ข่าโค่ม หมากเนิ้ง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กระวานไทย, กระวานดำ, กระวานแดง, กระวานจันทร์, กระวานโพธิสัตว์ เป็นต้น

สรรพคุณของกระวาน
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ผลแก่, ใบ, เปลือก, เมล็ด)[1],[2]
ช่วยแก้ธาตุพิการ (เมล็ด)[1],[2] แก้ธาตุไม่ปกติ (ผลแก่)[2]
ช่วยบำรุงกำลัง (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผลแก่)[1],[2] แก้อาการเบื่ออาหาร (ผลแก่)[2]
ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย (กระพี้)[1]
ช่วยขับโลหิต (ผลแก่)[1],[2] ช่วยฟอกโลหิต แก้โลหิตเน่าเสีย (ราก)[1] ช่วยรักษาโรคโลหิตเป็นพิษ (แก่น)[1]
ช่วยแก้เสมหะให้ปิดธาตุ (ราก)[1] แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยขับเสมหะ (ใบ, เปลือก, เมล็ด)[1],[2]
แก้อาการสะอึก (ผลแก่)[2]
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (ผลแก่)[2]

กระวาน
ช่วยแก้ลม (ผล, ใบ, ราก)[1]
ช่วยแก้ลมในอกให้ปิดธาตุ (ผลแก่)[1],[2]
ช่วยแก้ลมสันนิบาต สันนิบาตลูกนก (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยแก้พิษร้าย (แก่น)[1]
ช่วยแก้อาการผอมเหลือง (เปลือก)[1]
ช่วยรักษาโรครำมะนาด (ผลแก่, ใบ, ราก)[1],[2]
ช่วยแก้ไข้ (เปลือก)[1]
ช่วยแก้ไข้เพื่อลม (ใบ)[1]
ช่วยแก้ไข้อันเป็นอชินโรคและอชินธาตุ (เปลือก)[1]
ช่วยแก้ไข้อันง่วงเหงา (ใบ, เปลือก)[1]
แก้ไข้เซื่องซึม (ใบ)[1]
ช่วยแก้อาการปวดท้อง (เมล็ด)[2]
แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วยแก้ว และนำมาใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
แก้ลมในลำไส้ (ผลแก่)[2] ช่วยขับผายลมในลำไส้ (เมล็ด, ใบ)[1],[2] มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) ด้วยการใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา แล้วต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วยแก้ว และนำมาใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว (ผลแก่)[1],[2]
ผลกระวานใช้ผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย เช่น มะขามแขก เพื่อใช้บรรเทาอาการไซ้ท้องหรืออาการคลื่นไส้อาเจียน (ผลแก่[1], เมล็ด[2])
ช่วยแก้อุจจาระพิการ (เมล็ด)[1],[2]
ช่วยแก้อัมพาต (ผลแก่)[2]
ช่วยขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง (หัวและหน่อ)[1]
ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (กระพี้, เปลือก)[1]
ผลแก่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม ประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9% มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (ผลแก่)[1]
ใช้เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาไทย ได้แก่ ตำรับยา “พิกัดตรีธาตุ” ซึ่งประกอบไปด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้ลม แก้เสมหะ และยังจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดตรีทุราวสา” อันประกอบไปด้วย ผลกระวาน ผลราชดัด ผลโหระพาเทศ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลม แก้เสมหะ แก้พิษตานซาง และช่วยบำรุงน้ำดี[2]

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

 …

1 11 12 13