สมอพิเภก สมุนไพร

สมอพิเภก สมุนไพร ตรีผลา ประโยชน์และสรรพคุณ มีอะไรบ้าง

มกราคม 28, 2019 Sharee 0

สมอพิเภก สมุนไพร ตรีผลา ลักษณะของต้นสมอพิเภก เป็นอย่างไร สรรพคุณของสมอพิเภก เช่น เป็นยาระบาย บำรุงร่างกาย แก้เจ็บคอ โทษของสมอพิเภก มีอะไรบ้าง

สมอพิเภก สมุนไพร ตรีผลา ชื่อวิทยาศาสตร์ของสมอพิเภก คือ Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของ สมอพิเภก เช่น ลัน , สะคู้ , ซิบะดู่ , แหน , แหนต้น , แหนขาว , สมอแหน เป็นต้น ต้นสมอพิเภก เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ พบในป่า บริเวณริมน้ำและแหล่งน้ำต่างๆในป่า ไม้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องใช้แปรรูปจากไม้ ส่วน ผล และ เปลือก นำมาทำสมุนไพร รักษาโรค

สมอพิเภก สมุนไพร

สรรพคุณของสมอพิเภก

สำหรับการใช้ประโยชน์ของสมอพิเภก ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สมารถใช้ประโยชน์จาก ผลอ่อน ผลแก่ ดอก ใบ เปลือก แก่น ราก และ เมล็ด สรรพคุณของสมอพิเภก มีดังนี้

ผลแห้งสมอพิเภก สรรพคุณบำรุงร่างกาย แก้ไอ แก้เจ็บคอ
ผลแก่สมอพิเภก สรรพคุณบำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ช่วยแก้ไข้ ขัเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ รักษาโรคตา แก้ท้องร่วง ช่วยขับลม รักษาริดสีดวงทวาร
ผลอ่อนสมอพิเภก สรรพคุณช่วยแก้ไข้ ช่วยขับเสมหะ ช่วยขับลม เป็นยาระบาย รักษาแผล
รากสมอพิเภก สรรพคุณลดความร้อนในร่างกาย ช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ
ดอกสมอพิเภก สรรพคุณรักษาโรคตา แก้ตาแฉะ
เมล็ดสมอพิเภก สรรพคุณแก้ปวดท้อง
เปลือกลำต้นสมอพิเภก สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ
แก่นไม้สมอพิเภก สรรพคุณรักษาริดสีดวงทวาร
ใบสมอพิเภก สรรพคุณรักษาแผลสด
โทษของสมอพิเภก

สำหรับโทษของสมอพิเภก มีการศีกษาสมอพิเภก ด้านพิษวิทยา พบว่า มีการทดลองสมอพิเภกกับ หนู โดยไม่พบอาการเป็นพิษ และการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนู แต่เมื่อมีการเพิ่มปริมาณพบว่า ทำให้หนูตาย ดังนั้น การใช้สมอพิเภก ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://beezab.com…

โหระพา สรรพคุณ

โหระพา สรรพคุณไม่ธรรมดา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลายเครียดก็ได้

มกราคม 27, 2019 Sharee 0

โหระพา สรรพคุณไม่ธรรมดา โหระพา เป็นผักและสมุนไพรที่หลาย ๆ คนชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะความหอมเฉพาะตัวที่พอมาอยู่ในอาหารก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสให้มีกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอมาก ๆ

โหระพา สรรพคุณไม่ธรรมดา โหระพาเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่มีกลิ่นและรสที่ต่างกัน โดยโหระพาถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีความเก่าแก่ เพราะรากศัพท์ของโหระพาในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า basileus ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า ราชา หรือผู้นำของปวงชน อีกทั้งชื่ออื่น ๆ ของโหระพาในแถบ ยุโรป ยังมีรากศัพท์มาจากคำว่าราชาแทบจะทั้งสิ้น

โหระพา สรรพคุณ

1. แก้ปวดฟัน  น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพามีส่วนช่วยลดอาการปวดและแก้อักเสบ โดยให้คั้นน้ำจากใบแล้วเอาสำลีก้อนเล็ก ๆ ชุบน้ำคั้นจากใบแล้วอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน

2. ช่วยให้เจริญอาหาร กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในใบโหระพามีสรรพคุณช่วยขับลม ทำให้เจริญอาหาร

3. แก้ปวดหัว แก้หวัด น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพายังแก้อาการปวดหัว และแก้หวัดได้ด้วยนะคะ โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสด

4. แก้ไอ คั้นน้ำจากใบโหระพาประมาณ 2-4 กรัม แล้วนำน้ำโหระพามาผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบได้ หรือจะใช้ใบโหระพาร่วมกับขิงก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด-ท้องเฟ้อ ใบโหระพาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน โดยนำใบโหระพาล้างสะอาด 20 ใบ ชงน้ำร้อนแล้วจิบเป็นชา

6. แก้บิด ช่วยระบาย   เมล็ดของโหระพามีเมือกที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณกากใยอาหารทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมล็ดโหระพาแช่น้ำ กินแก้ปวดท้องบิด ช่วยระบาย

7. ช่วยให้ความรู้สึกสงบ น้ำมันโหระพามีกลิ่นหอมหวาน มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบเมื่อสูดดม ช่วยให้มีสมาธิ และลดอาการซึมเศร้า

8. โหระพา ไล่ยุงได้อยู่หมัด  ยุงจัดเป็นพาหะนำโรคติดต่ออันตรายอย่างโรคไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง และยังทำให้เกิดอาการคันเมื่อโดนยุงกัดอีกด้วยนะคะ แต่หากใครอยากไล่ยุง กลิ่นและน้ำมันที่อยู่ในโหระพาจะช่วยไล่ยุงได้

9. ฆ่าเชื้อสิว ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พบว่า สารสกัดเอทานอลของใบโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับพืชตระกูลโหระพาอื่น ๆ เช่น กะเพรา เป็นต้น

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://health.kapook.com

กุ่มบก

กุ่มบก สมุนไพร ประโยชน์ และ สรรพคุณของ กุ่มบก น่ารู้

มกราคม 25, 2019 Sharee 0

กุ่มบก เป็นพืชสมุนไพรจำ พวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคอีสานเรียกผักก่าม เขมรเรียกถะงัน หรือสะเบาถะงัน เป็นต้น

กุ่มบก ซึ่งนั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, เกาะใน มหาสมุทรแปซิฟิกใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจน ภาคกลางและใต้ของไทย รวมทั้งใน พุทธประวัติยังได้กล่าวไว้ว่าขณะที่ พระพุทธเจ้าทรงนำห่อบังสุกุลที่ ห่อศพนางมณพาสี ไปซักแล้วนำไปตากไว้ที่ต้นกุ่ม และเทวดาที่สถิตอยู่ในต้นกุ่มก็ได้ น้อมกิ่งลงมาให้พระพุทธเจ้าได้ทรงตากจีวรอีกด้วย

สำหรับต้นกุ่ม นั้นเป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 6 – 10 เมตร เปลือกลำต้นสีเทาหรือน้ำตาลอมเทาค่อน ข้างหนาและเรียบ ชอบขึ้นตามที่ดอนและป่าผลัดใบซะส่วนใหญ่ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด ปักชำ หรือตอนกิ่ง ส่วนใบนั้นจะเป็นใบ ประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบแคบ หรือ แหลม ลักษณะขอบใบเรียบ และมีเส้นแขนงของใบอยู่ประมาณข้างละ 4 – 5 เส้น โดยดอกจะออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ปลายยอด กลีบเลี้ยง รูปทรงรี กลีบดอกสีขาวอมเขียว แล้วเปลี่ยน เป็นสีเหลือง หรือ ชมพูอ่อนๆ พร้อมกลิ่นหอมๆ และผลมีรูปทรงกลม ผิวแข็งๆ และสาก เปลือกมีสีน้ำตาลอมแดง และ มีเมล็ดมากเป็นรูปเกือกม้าผิวเรียบ

กุ่มบก

ประโยชน์และสรรพคุณ
ใบ – ช่วยในการแก้กลากเกลื้อน แก้ตะมอย รวมทั้ง ช่วยในการขับลม และฆ่าพยาธิ ให้รสร้อน
กระพี้ – ช่วยทำให้ขี้หูแห้งหลุดออกมา ให้รสร้อน
แก่น – ช่วยแก้โรคริดสีดวงผอมเหลือง ให้รสร้อน
ราก – ช่วยแก้มานกระษัยอันเกิดแต่กองลม ให้รสร้อน
เปลือกต้น – มีประโยชน์เหมือนเปลือกกุ่มน้ำและมะรุม เป็นยา ระงับประสาท ช่วยแก้โรคผิวหนังต่างๆ รวมทั้งช่วยคุมธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ลงท้อง แก้อาการบวม ช่วยบำรุงไฟธาตุ ตลอดจนบำรุงหัวใจ และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ย่อยอาหารได้ตามปกติ ให้รสร้อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.เกร็ดความรู้.net/…

กาหลง

กาหลง สมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของกาหลง น่ารู้

มกราคม 23, 2019 Sharee 0

กาหลง  ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกเสี้ยวน้อย หรือเสี้ยวดอกขาว นราธิวาสเรียกกาแจ๊ะกูโด เป็นต้น

กาหลง โดยต้นมีแหล่งกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถเพาะปลูกได้ง่าย โดยคนมักนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก และที่สำคัญต้นนี้ยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสตูลอีกด้วย

สำหรับต้นจัดเป็นไม้พุ่มที่มีลำต้นสูงประมาณ 1 – 3 เมตร มีเปลือกเรียบสีน้ำตาล มีใบเดี่ยวรูปไข่ออกเรียงสลับกัน โดยปลายใบนั้นจะเว้าลึกเข้ามาถึงเกือบครึ่งใบ โคนใบเป็นรูปหัวใจ ปลายเส้นกลางใบเป็นติ่งแหลมๆ และปลายแฉกทั้งสองข้างจะแหลม ผลัดใบช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม แล้วจะขึ้นมาใหม่ในช่วงหน้าร้อน หรือเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม ส่วนดอกนั้นจะมีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆ ตรงปลายกิ่ง ช่อละประมาณ 2 – 3 ดอก มีดอกย่อยสีขาวกลิ่นหอมอ่อนๆ บริเวณปลายกลีบมน โคนสอบ และมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวติดกันอยู่ และผลเป็นฝักแบน ขอบฝักจะเป็นสันหนาๆ แต่ปลายและโคนฝักจะสอบแหลม ตลอดจนปลายฝักมีติ่งแหลมๆ ยื่นออกมา โดยต้นนี้จะออกผลในเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม

กาหลง

ประโยชน์และสรรพคุณของต้น
ดอก – ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้เสมหะพิการ รวมทั้งช่วยแก้อาการปวดศีรษะ และช่วยลดความดันโลหิต ให้รสสุขุม

ซึ่งจะเห็นได้ว่าต้นนี้มีสรรพคุณที่ดีต่างๆ มากมาย และยังเป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นง่าย ขยายพันธุ์ได้ดี ทำให้ไม่ต้องดูแลประคบประหงมกันมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบการปลูกต้นไม้แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลนัก เพราะสามารถขึ้นได้ในดินที่เรียกได้ว่าแทบจะทุกชนิดดินเลยก็ว่าได้ แถมไม่ต้องการปุ๋ยมาก และชอบแสงแดดจัด แต่ก็ต้องระวังอยู่บ้างเพราะตรงใบและกิ่งของต้นนี้จะมีขนอ่อนขึ้นอยู่ประปรายซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองได้เมื่อสัมผัสโดยตรง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.เกร็ดความรู้.net/

 

 …

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี ผักดีต้องทาน กับคุณค่าทางโภชนาการอันยอดเยี่ยม

มกราคม 21, 2019 Sharee 0

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับคะน้า บรอกโคลี ผักกาดขาว แรดิช และเทอร์นิพ

กะหล่ำปลี เป็นหัวกลมขนาดใหญ่ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสีเขียว แต่นอกจากนี้ก็ยังมีอีกสายพันธุ์ ที่มีสีสันที่แปลกตานั่นก็คือสีม่วง ต้นกำเนิด ของนั้นอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และถูกนำมาปลูกในไทยอย่างแพร่หลายเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย

เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็น วิตามินหรือแร่ธาตุ ที่มีอยู่ในปริมาณสูง รวมทั้งไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย นอกจากนี้ค่าดัชนีน้ำตาลในหนึ่งถ้วยก็ยังมีแค่เพียง 2 กรัมเท่านั้น ส่วนแคลอรีนั้น 100 กรัมก็มีปริมาณแคลอรีอยู่ที่ 25 กรัมค่ะ

นอกจากใช้เป็นผักที่เพิ่มรสชาติในจานสลัดแล้ว กะหล่ำปลีม่วงยังแก้แฮงก์หลังดริงก์อย่างหนักได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะผักชนิดนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก เมื่อรับประทานแล้วน้ำภายในผักจะไปเจือจางแอลกอฮอล์ในร่างกาย อาการมึนตึ้บเลยหายง่าย เช้าหลังปาร์ตี้ลองเพิ่มกะหล่ำปลี ม่วงในเมนูดูสิ แก้แฮงก์แล้วยังไม่อ้วนอีก ประโยชน์สองต่อเลยนะ

 กะหล่ำปลี

ลดความอ้วนได้

ปริมาณแคลอรีที่ไม่สูงมากจนเกินไปของ และไฟเบอร์ที่สูงทำให้เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเรา รับประทานเข้าไปแล้ว ไฟเบอร์จะ ทำให้อยู่ท้องและ อิ่มได้นานขึ้นค่ะ

เป็นอาหารบำรุงสมอง

วิตามินเค และสารแอนโทไซยานินใน โดยเฉพาะในม่วง ที่มีสารทั้ง 2 ชนิดมากเป็นพิเศษ สามารถช่วยสร้างเสริมสมองในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และสภาพจิตใจได้ เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิดจะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของระบบประสาท และบำรุงสมองไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมด้วย

บำรุงผิวพรรณ

ซัลเฟอร์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อเล็บ ผม และ ผิวหนัง โดยสามารถช่วยให้ผิว ไม่มันและลดการเกิดสิว ซึ่งในก็มีสารชนิด นี้อยู่ไม่น้อยเลย จะนำมา รับประทาน หรือ นำมามาสก์หน้าก็ช่วยบำรุงผิวได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยป้องกัน โรคหวัดและเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้าน การเกิดมะเร็งและ ชะลอความแก่ ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย

นอกจากจะนำมา รับประทานสด ๆ เคียงคู่กับอาหารได้เกือบทุกชนิดแล้ว ก็ยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ใครที่ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาไป ปรุงอาหาร อะไรได้บ้างนั้น ลองดูเมนู เหล่านี้เป็นตัวอย่างก็ไม่เลวนะคะ

ได้เห็นทั้งคุณค่าทางอาหาร สรรพคุณอันมากมาย รวมทั้ง เมนูอาหารแสนน่ารับประทานของ กะหล่ำปลีกันไปแล้ว แบบนี้ต่อไปหากเราได้เห็นกะหล่ำปลีมาเป็น ผักเคียงมากับอาหารก็คงจะไม่เขี่ยทิ้งกันอีกแล้วล่ะเนอะ รีบหยิบมารับประทานกันดีกว่าเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งวันนี้และวันหน้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com/…

กรดน้ำ

กรดน้ำ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกรดน้ำ 37 ข้อ !

มกราคม 20, 2019 Sharee 0

กรดน้ำ  จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร เป็นพุ่ม แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว

กรดน้ำ  ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำ

สรรพคุณของกรดน้ำ
ใบมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ)[1],[3] ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (ต้น)[5], ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยเจริญไฟธาตุ (ดอก)[5]
ชาวปะหล่องจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบแก้อาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)[7]
ต้นและใบใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน โดยใช้ลำต้นและใบสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ต้นและใบ)[5],[6] ส่วนบางตำราก็ระบุด้วยว่า ส่วนของรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคเบาหวานได้เช่นกัน (ราก)[1]
ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน ขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ และลำไส้ใหญ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส และช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)[4]
ยาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น)[1],[2],[3] หากเด็กเป็นไข้ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำและน้ำตาลพอให้มีรสชาติ แล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)[3] นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่าต้นมีสรรพคุณแก้พิษไข้ ส่วนรากมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวเย็น เลือดเป็นพิษ[5]

กรดน้ำ
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)[2]
ใช้เป็นยาแก้ไอ (ต้น, ใบ)[1],[3] ด้วยการใช้ลำต้นกรดน้ำสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน (ต้น)[3],[4] หรือถ้าเป็นหวัดและไอ ให้ใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, สะระแหน่ 10 กรัม และพลูคาวอีก 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)[4]
ต้นใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ต้น)[3]
รากมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ราก)[1],[3],[5]
ต้นมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย (ต้น)[1] ส่วนอีกตำราว่าใช้ผลเป็นยาแก้เหงือกบวม (ผล)[5]
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน (ใบ)[1],[3]
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ เสียงแหบ (ราก)[2] หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รับประทานเป็นยาแก้เจ็บคอก็ได้ (ต้น)[3],[4]
ใบใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)[1],[4]
รากใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจอ่อน (ราก)[7]
ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ (ต้น)[1],[3],[4] หากลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ให้ใช้ลำต้นขนาดประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)[3]
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ (ราก)[1],[5] ชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง จะใช้ราก ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหาร (ราก, ทั้งต้น)[2]
ยาชงจากใบใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ (ใบ)[6]
ตำรายารักษาบิดติดเชื้อ จะใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, หยางถีเฉ่า 30 กรัม และข้าวเก่าประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำ รับประทานวันละ 1 เทียบ (ต้น)[4]
ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด (ต้น, ใบ, ราก)[1],[3],[5]
ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ราก)[1],[5]
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ผล)[1]
ใบใช้เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี (ใบ)[1],[3],[5]
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)[1],[3],[5] ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ขัดเบา (ต้น[3], ใบ[1]) ในฟิลิปปินส์จะดื่มน้ำต้มจากรากเป็นยาแก้ขัดเบา (ราก)[6] หรือหากมีอาการปัสสาวะขัดให้ใช้ลำต้นประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำกินก็ได้ (ต้น)[3]
ต้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ (ต้น)[1],[3],[4]
ใช้เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ (ทั้งต้น)[4]
ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก แผลเรื้อรัง และช่วยห้ามเลือด (ใบ)[2] ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนคนเมืองจะใช้ทั้งต้นนำไปต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสดเพื่อช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น (ทั้งต้น)[7]
ใช้เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการใช้ลำต้นที่สด ๆ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน (ต้น, ราก)[1],[3],[4] ส่วนชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบรักษาผื่นคัน ซึ่งใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)[7]
ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง (ทั้งต้น)[4]
ใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ใบ, ดอก, ผล)[5]
ช่วยลดอาการเป็นหัด เมื่อเป็นหัดให้ใช้ลำต้นสดนำมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน (ต้น)[3]
รากใช้ต้มกับน้ำอาบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ (ราก)[2]
ผลใช้เป็นยาแก้ปวด (ผล)[5]
ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก, ต้น, ใบ)[5]
ใช้เป็นยารักษาอาการเท้าบวม ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร ใช้กินทุกเช้าและเย็นหลังอาหาร[3] ส่วนอีกตำราว่าให้กินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง[4] (ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด เป็นยาแก้อาการปวดข้อ (ราก)[7]
ใช้ต้นสด 1 กำมือ นำมาต้มกินหลังคลอด จะช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี (ต้น)[8]

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/…

กระวาน

กระวาน สรรพคุณและประโยชน์ของกระวานไทย 37 ข้อ !

มกราคม 14, 2019 Sharee 0

กระวาน Amomum verum Blackw. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

กระวาน สมุนไพรกระวาน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปล้าก้อ (ปัตตานี), กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก), มะอี้ (ภาคเหนือ), ข่าโคก ข่าโค่ม หมากเนิ้ง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กระวานไทย, กระวานดำ, กระวานแดง, กระวานจันทร์, กระวานโพธิสัตว์ เป็นต้น

สรรพคุณของกระวาน
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ผลแก่, ใบ, เปลือก, เมล็ด)[1],[2]
ช่วยแก้ธาตุพิการ (เมล็ด)[1],[2] แก้ธาตุไม่ปกติ (ผลแก่)[2]
ช่วยบำรุงกำลัง (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผลแก่)[1],[2] แก้อาการเบื่ออาหาร (ผลแก่)[2]
ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย (กระพี้)[1]
ช่วยขับโลหิต (ผลแก่)[1],[2] ช่วยฟอกโลหิต แก้โลหิตเน่าเสีย (ราก)[1] ช่วยรักษาโรคโลหิตเป็นพิษ (แก่น)[1]
ช่วยแก้เสมหะให้ปิดธาตุ (ราก)[1] แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยขับเสมหะ (ใบ, เปลือก, เมล็ด)[1],[2]
แก้อาการสะอึก (ผลแก่)[2]
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (ผลแก่)[2]

กระวาน
ช่วยแก้ลม (ผล, ใบ, ราก)[1]
ช่วยแก้ลมในอกให้ปิดธาตุ (ผลแก่)[1],[2]
ช่วยแก้ลมสันนิบาต สันนิบาตลูกนก (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
ช่วยแก้พิษร้าย (แก่น)[1]
ช่วยแก้อาการผอมเหลือง (เปลือก)[1]
ช่วยรักษาโรครำมะนาด (ผลแก่, ใบ, ราก)[1],[2]
ช่วยแก้ไข้ (เปลือก)[1]
ช่วยแก้ไข้เพื่อลม (ใบ)[1]
ช่วยแก้ไข้อันเป็นอชินโรคและอชินธาตุ (เปลือก)[1]
ช่วยแก้ไข้อันง่วงเหงา (ใบ, เปลือก)[1]
แก้ไข้เซื่องซึม (ใบ)[1]
ช่วยแก้อาการปวดท้อง (เมล็ด)[2]
แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วยแก้ว และนำมาใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว (ผลแก่, ใบ)[1],[2]
แก้ลมในลำไส้ (ผลแก่)[2] ช่วยขับผายลมในลำไส้ (เมล็ด, ใบ)[1],[2] มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) ด้วยการใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา แล้วต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วยแก้ว และนำมาใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว (ผลแก่)[1],[2]
ผลกระวานใช้ผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย เช่น มะขามแขก เพื่อใช้บรรเทาอาการไซ้ท้องหรืออาการคลื่นไส้อาเจียน (ผลแก่[1], เมล็ด[2])
ช่วยแก้อุจจาระพิการ (เมล็ด)[1],[2]
ช่วยแก้อัมพาต (ผลแก่)[2]
ช่วยขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง (หัวและหน่อ)[1]
ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (กระพี้, เปลือก)[1]
ผลแก่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม ประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9% มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (ผลแก่)[1]
ใช้เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาไทย ได้แก่ ตำรับยา “พิกัดตรีธาตุ” ซึ่งประกอบไปด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้ลม แก้เสมหะ และยังจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดตรีทุราวสา” อันประกอบไปด้วย ผลกระวาน ผลราชดัด ผลโหระพาเทศ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลม แก้เสมหะ แก้พิษตานซาง และช่วยบำรุงน้ำดี[2]

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

 …

มะขามแขก

มะขามแขก สรรพคุณและประโยชน์ของมะขามแขก 16 ข้อ !

มกราคม 11, 2019 Sharee 0

มะขามแขก  Alexandria senna, Alexandrian senna, Indian senna, Tinnevelly senna

มะขามแขก Senna alexandrina Mill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia angustifolia M.Vahl, Cassia angustifolia Vahl) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

จัดเป็นไม้พุ่ม มีความสูงของต้นประมาณ 0.5-1.5 เมตร เป็นพืชทนแร้ง ไม่ชอบที่น้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้รากเน่า สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ลักษณะร่อน มีความอุดมสมบูรณ์ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและการใช้ต้นกล้า

ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยเป็นรูปวงรีและใบรูปหอก ใบแห้งมีสีเขียวอมน้ำตาล ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบแหลม โคนใบทั้งสองมีขนาดไม่สมมาตรกัน และมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นเหม็นเขียว มีรสเปรี้ยว หวานชุ่ม

มีสรรพคุณสมุนไพรนี้ที่โดดเด่นในเรื่องของการใช้เป็นยาถ่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีกำลังน้อย เด็ก คนที่เป็นริดสีดวง หรือผู้ที่มีปัญหาท้องผูกอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ให้ถ่ายท้องได้ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ส่วนของใบแห้งและฝักแห้งที่มีอายุในช่วง 1 เดือนครึ่ง (หรือช่วงก่อนออกดอก) แต่ควรใช้เป็นครั้งคราวเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

มะขามแขก

สรรพคุณของมะขามแขก
ใบและฝักมะขามแขกใช้ปรุงเป็นยาถ่าย ยาระบายได้ดี และช่วยแก้อาการท้องผูกได้ โดยให้นำใบมะขามแขกประมาณ 2 หยิบมือ (ประมาณ 2 กรัม) หรือจะใช้ฝักประมาณ 10-15 ฝัก นำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้วประมาณ 4 นาที และใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อช่วยกลบรสเฝื่อน แล้วใช้รับประทานเพียงครั้งเดียว หรืออีกวิธีจะใช้วิธีการบดใบแห้งให้เป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มก็ได้ สำหรับบางรายที่ดื่มแล้วเกิดอาการไซ้ท้อง หรืออาการปวดมวนท้อง (ใบจะออกฤทธิ์ไซ้ท้องมากกว่าฝัก) ให้แก้ไขด้วยการนำมาต้มรวมกับยาขับลมปริมาณเพียงเล็กน้อย เช่น กานพลู ขิง อบเชย กระวาน เพื่อช่วยบรรเทาอาการไซ้ท้องและเพื่อแต่งรสให้ดีขึ้น (ใบ, ฝัก)
ใบมะขามแขกช่วยทำให้อาเจียน (ใบ)
ช่วยถ่ายพิษไข้ (ใบ, ฝัก)ลักษณะมะขามแขก
ช่วยถ่ายพิษเสมหะ (ใบ)
ช่วยแก้อาการสะอึก (ใบ)
ช่วยขับลมในลำไส้ (ใบ, ฝัก)
ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ (ใบ)
ช่วยถ่ายพิษอุจจาระเป็นมูก (ใบ)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ใบ, ฝัก)
ใบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (ใบ)
ช่วยถ่ายโรคบุรุษ (ใบ)
ช่วยถ่ายน้ำเหลือง (ใบ)
ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ใบ)
มีรายงานว่าได้มีการใช้มะขามแขกในคนไข้หลังผ่าตัดคว้านต่อมลูกหมาก และพบว่ามะขามแขกช่วยทำให้ถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะอันพึงประสงค์ได้ดีกว่าการใช้ Milk Of Magnesia (MOM) นอกจากนี้แคลเซียมเซนโนไซต์ ยังช่วยทำให้ผู้ป่วยสูงอายุหลังการผ่าตัดสามารถขับถ่ายอุจจาระได้คล่องยิ่งขึ้น
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมะขามแขก ช่วยในการขับถ่ายอุจจาระ ต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ และต้านเชื้อแบคทีเรีย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/…

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว สรรพคุณและประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว 47 ข้อ

มกราคม 7, 2019 Sharee 0

กระเจี๊ยบเขียว Okra, Lady’s finger, Gombo, Gumbo, Bendee, Quimbamto แต่ในอินเดียจะเรียกกระเจี๊ยบเขียวว่า บินดี (Bhindi) ส่วนประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเรียกว่า บามี (Bamies)

กระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาครและกาญจนบุรี

ฝักกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่มาก จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ โดยช่วยรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่ กระเจี๊ยบเขียวจึงเป็นผักที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ผล)
ใช้เป็นยาบำรุงสมอง (ผล)
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต รักษาความดันให้เป็นปกติ (ผล)
ผลช่วยแก้อาการหวัด รักษาหวัด (ผล)
ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน (ผล)

กระเจี๊ยบเขียว
ใบช่วยขับเหงื่อ (ใบ)
ใบกระเจี๊ยบช่วยแก้โรคปากนกกระจอก (ใบ)
เส้นใยของกระเจี๊ยบยังช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงที่น้ำดี ซึ่งจะช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้ คล้ายกับการกินยาลดไขมันและคอเลสเตอรอล (สแตติน) (ผล)
ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายและช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเส้นใยของกระเจี๊ยบเป็นตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ โดยการจับกับน้ำดี ซึ่งมักจับสารพิษที่ร่างกายต้องการขับถ่ายที่ถูกส่งมาจากตับ และสารเมือกในฝักยังช่วยจับสารพิษเหล่านี้ ซึ่งการจับกับน้ำดีนี้จะเกิดในลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้ (ผล)
ผักกระเจี๊ยบเขียว สรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ผล)
การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย จึงช่วยในการขับถ่าย ทำให้ถ่ายอุจจาระได้คล่อง ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และช่วยในการทำงานของระบบดูดซีมสารอาหาร ช่วยสนับสนุนการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (โพรไบโอติกแบคทีเรีย) ช่วยลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ผล)
ในฝักกระเจี๊ยบเขียวจะมีสารที่เป็นเมือกจำพวกเพกทิน (Pectin) และกัม (Gum) ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของแผลได้เป็นอย่างดี (ได้ผลดีเท่า ๆ กับยา Misoprotol) และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ (ผล)
เมือกลื่นในฝักกระเจี๊ยบ ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะไม่เกิดการระคายเคือง ช่วยทำให้อาหารถูกย่อยในลำไส้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น (ผล)
ช่วยแก้บิด ด้วยการใช้ผลแก่นำมาบดเป็นผงใช้ผสมกับน้ำดื่มแก้อาการ (ผล)
ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องของโรคกระเพาะ หรือในผู้ป่วยที่เยื่อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ (ผล)
ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนกลับ ด้วยการนำฝักกระเจี๊ยบมาต้มในน้ำเกลือแล้วใช้กินแก้อาการ (ผล)
ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด (สาเหตุมาจากการได้รับตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อดิบ เช่น หมู เป็ด ไก่ กบ กุ้ง เนื้อปลา เป็นต้น) ด้วยการรับประทานฝักกระเจี๊ยบติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน แต่สำหรับบางรายต้องรับประทานเป็นเดือนจึงจะหาย (ผล)
ช่วยแก้อาการขัดเบา (ในอินเดีย) (ผล)
ในตำรายาแผนโบราณของจีน มีการนำราก เมล็ด และดอกกระเจี๊ยบ สรรพคุณใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ส่วนในประเทศอินเดียนั้นจะใช้ฝักนำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะเมื่อมีอาการกระเพาะปัสสาวะและทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือเมื่อปัสสาวะขัด (ผล, ราก, เมล็ด, ดอก)
ในอินเดียใช้ผลกระเจี๊ยบเป็นยารักษาโรคหนองใน (ผล)
รากนำมาต้มน้ำเพื่อใช้รักษาโรคซิฟิลิส (Syphilis) (ราก)
การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำสามารถช่วยบำรุงตับได้ (ผล)
ดอกกระเจี๊ยบสามารถนำมาตำใช้พอกรักษาฝีได้ (ดอก)
ในเนปาลนำน้ำคั้นจากรากมาใช้เพื่อล้างแผลและแผลพุพอง (ราก)
ยางจากผลสดใช้เป็นยารักษาแผลสดเมื่อถูกของมีคมบาด หรือใช้ยางกระเจี๊ยบทาแผล จะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น และไม่ทำให้เกิดแผลเป็น (ยางจากผล)
ในอินเดียมีการใช้เมล็ดนำมาบดผสมกับนม ใช้ทาผิวหนังเพื่อแก้อาการคัน (เมล็ด)
ใบกระเจี๊ยบใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น นำมาประคบเพื่อลดอาการอักเสบปวดบวมได้ และช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แตกแห้ง (ใบ)
ใช้เป็นยาบำรุงข้อกระดูก โดยมีการเล่ากันว่าชาวชุมชนมุสลิมทางภาคใต้สมัยก่อน จะนิยมกินผักที่เป็นเมือก เช่น ผักกูด และกระเจี๊ยบเขียว เพื่อช่วยเพิ่มไขมันหรือเมือกให้ข้อกระดูก โดยเชื่อว่าจะทำให้หัวเข่าหรือข้อต่อกระดูกมีน้ำเมือกมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการบาดเจ็บและช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น เสมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยง (ผล)
ผลกระเจี๊ยบมีเมือกลื่นที่ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แห้งแตก บางคนจึงนิยมนำผลอ่อนมาพอกผิวเมื่อมีอาการแสบร้อน (ผล)
การรับประทานกระเจี๊ยบเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีโฟเลตสูง โดยฝักแห้ง 40 ฝักจะเทียบเท่ากับปริมาณที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน (ผล)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/

 …

ผักชี

ผักชี สรรพคุณ และ ประโยชน์ของ สมุนไพร ผักชี 37 ข้อ

ธันวาคม 28, 2018 Sharee 0

ผักชี การรับประทานผักชีควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

ผักชี หากรับประทานมากจนเกินไปอาจจะทำให้มีกลิ่นตัวแรง มีอาการตาลาย ลืมง่ายได้

มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ๆ ในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม และกรุงเทพมหานคร ถ้าเป็นต่างประเทศจะเพาะปลูกในแถบทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศอินเดีย เป็นพืชผักที่สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงที่เหมาะที่สุดคือฤดูหนาว เพราะจะทำให้ผักชีโตเร็วมาก

ผักชีไทย เป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในการนำมาใช้ประกอบอาหารต่าง ๆ เพื่อทำให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แถมยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายประการอีกด้วย และด้วยสีเขียวสดของผักชีและรูปร่างของใบที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ผักชีไทยจึงเป็นที่นิยมในการนำมาทำเป็นผักแต่งจานอาหารให้น่ารับประทานอีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ผักชีโรยหน้า” ซึ่งมีความหมายว่า ทำอะไรให้ดูดีแค่ภายนอกหรือการทำความดีอย่างผิวเผิน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง !

ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
ช่วยให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผงรับประทานหรือนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล, ใบ)
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ)
ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ใบ)
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ใบ)
ช่วยกระตุ้นการทำงานของเลือดพลาสมาและกล้ามเนื้อ (ใบ)
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง (ใบ)
ช่วยขับเหงื่อ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือจะคั้นเอาเฉพาะน้ำมาดื่มแก้อาการก็ได้ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยกระทุ้งพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง (ราก)
ช่วยแก้อาการหวัด (ใบ)
ช่วยแก้ไอ (ใบ)
ช่วยละลายเสมหะ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือจะคั้นเอาเฉพาะน้ำมาดื่มแก้อาการก็ได้ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการสะอึก (ใบ)
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (ใบ)
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (ใบ)

ผักชี
ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษ (ใบ)
ใช้แก้อาการปวดฟัน เจ็บปาก ด้วยการใช้ผลนำมาต้มน้ำ แล้วนำมาอมบ้วนปากบ่อย ๆ (ผล)
ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผงรับประทานหรือนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล)
ผลแก่ใช้เป็นเครื่องเทศ มีกลิ่นหอม เมื่อใช้ผสมกับตัวยาอื่น จะช่วยกระตุ้นต่อมในกระเพาะอาหารและลำไส้ เพิ่มน้ำดีให้มากขึ้น (ผลแก่)
ช่วยรักษาอาการปวดท้อง (ผล)
ช่วยแก้อาการบิด ถ่ายเป็นเลือด ด้วยการใช้ผลประมาณ 1 ถ้วยชา นำมาตำผสมกับน้ำตาลทรายแล้วนำมาผสมน้ำดื่ม (ผล)
ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ผลประมาณ 2 ช้อนชานำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล)
ช่วยย่อยอาหาร (ผล, ใบ)
ช่วยขับลมในกระเพาะ (ใบ)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออก ด้วยการใช้ผลสดนำมาบดให้แตกผสมกับเหล้า ดื่มวันละ 5 ครั้ง หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาใส่นม 2 แก้วผสมน้ำตาลดื่ม (ผล, ต้นสด)
ช่วยแก้พิษตานซาง (ใบ)
ช่วยแก้ตับอักเสบ (ใบ)
ช่วยขับลมพิษ (ใบ)
ช่วยแก้โรคหัด (ใบ)
ใช้รักษาเหือด หิด อีสุกอีใส (ราก)
ช่วยต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และไข่ของแมลง (ใบ)
ช่วยแก้เด็กเป็นผื่นแดง ไฟลามทุ่ง ด้วยการใช้ต้นสด นำมาหั่นเป็นฝอย ๆ ใส่ลงไปในเหล้าแล้วต้มให้เดือด นำมาใช้ทา (ต้นสด)
ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น โดยใช้ต้นสดนำมาหั่นเป็นฝอย ๆ ใส่ลงไปในเหล้า ต้มให้เดือด นำมาใช้ทา (ต้นสด)
ช่วยลดอาการปวดบวมตามข้อ (ใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com/…

1 10 11 12 13